ทัวร์ อเมซิ่ง อิตาลี ตอนใต้ 10 วัน บิน TG

ทัวร์ อเมซิ่ง อิตาลี ตอนใต้ 10 วัน สายการบินไทย TG

 
กำหนดการเดินทาง 23 พฤษภาคม / 13, 27 มิถุนายน / 11, 26 กรกฎาคม / 8, 22 สิงหาคม / 12, 26 กันยายน 2562 

ราคาท่านละ 109,900 บาท


โปรโมชั่นพิเศษ เพียงจองและมัดจำภายใน 30 เมษายนนี้ ลดทันทีท่านละ 2000 บาท !!
 

สอบถามโทร 02-538-3585    Line ID : @tdtravel

 
ท่องเที่ยวเส้นทางสุดแสน Unseen ที่น้อยคนจะเคยได้สัมผัส เมืองท่องเที่ยวริมทะเลแสนสวย
พร้อมชมเมืองมรดกโลกรูปร่างแปลกตาของอิตาลี
 
- Sperlonga เมืองท่องเที่ยวริมทะเล ยอดฮิตของอิตาลี
- Capua เมืองโบราณแห่งประวัติศาสตร์ของกลาดิเอเตอร์
- Sorrento เมืองริมทะเลที่มีชื่อเสียงของความงามของทิวทัศน์
- เส้นทาง Amalfi Coast ชายฝั่งทะเลตอนใต้ของอิตาลีที่มีชื่อเสียงโด่งดัง
- Paestum เมืองต้นกำเนิดของพิซซ่าซึ่งเป็นอาหารอิตาลีที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักคุ้นเคยกันอย่างดี
- Castelmezzano เมืองนี้ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในเมืองที่สวยที่สุดในประเทศอิตาลี
- Matera เมืองโบราณเล็กๆ ได้รับขนานนามว่าเป็นเมืองใต้ดินหรือ เมืองมนุษย์ถ้ำ
- Alberobello หมู่บ้านกระโจมหิน หมู่บ้านเก่าแก่ รูปทรงแปลกตา
- Locorotondo เมืองเล็กๆสุดแสนน่ารัก และ Unseen ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองเล็กที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลี
- Ostuni เมืองที่ถือได้ว่าเป็นอัญมณีทางด้านสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่ง ได้รับการยกย่องให้เป็น “เมืองสีขาว”
- Polignano a Mare เมืองที่เป็นที่ตั้งของภัตตาคาร Grotta Palazzese ภัตตาคารริมหน้าผ้าที่หรูหราอลังการและโรแมนติกที่สุดของอิตาลี
- Castel del Monte ปราสาทแปดเหลี่ยม สุดพิศวง!
- Naples อีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์
- Palace of Caserta พระราชวังแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
- ปิดท้ายช้อปปิ้งที่ La Reggia Designer Outlet

 
รายละเอียดโปรแกรม
 

วันแรกของการเดินทาง (1)                             กรุงเทพฯ

22.00 น.       คณะพร้อมกัน ณ สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารโดยสาร ชั้น 4 ประตู 3แถว D เคาน์เตอร์ สายการบินไทย อินเตอร์ พบเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ คอยให้การต้อนรับและคอยอํานวยความสะดวกในเรื่องสัมภาระและการเช็คอิน

 

วันที่สองของการเดินทาง (2)                          กรุงเทพฯ – โรม (อิตาลี) – สเปอร์ลอนกา – คาปัว – ซอเรนโต้

00.20 น.         ออกเดินทางสู่ กรุงโรม (Rome)โดยเที่ยวบินที่  TG 944 (ใช้เวลาในการเดินทาง  11  ชั่วโมง  30 นาที)

06.50 น.         ถึงท่าอากาศนานาชาติฟูมิชิโน่ (Fiumicino International Airport)กรุงโรม (Rome)ประเทศอิตาลี (Italy)

(เวลาท้องถิ่นช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง)  หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรแล้ว รถโค้ชปรับอากาศนำลูกค้าทุกท่านออกเดินทางสู่ เมืองสเปอร์ลอนกา (Sperlonga) (ระยะทาง 135 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง) ตั้งอยู่ในจังหวัดลาติน่า (Latina) แคว้นลาซิโอ (Lazio) แคว้นเดียวกับเมืองหลวงอย่างโรม  อยู่ห่างจากกรุงโรมลงไปทางใต้  อยู่กึ่งกลางระหว่างโรมกับเนเปิลส์หรือนาโปลี ชื่อเมืองนี้หมายถึง ถ้ำ ซึ่งคงเป็นภูมิประเทศหลักของเมืองนี้ นำท่านชม เมืองสเปอร์ลอนกา (Sperlonga) เมืองท่องเที่ยวริมทะเล ตัวเมืองเก่าตั้งอยู่บนเขา มีทางเชื่อมเป็นบันไดหิน  สามารถเดินลัดเลาะลงไปสู่ทะเลด้านล่างได้  มีชายหาดที่เป็นที่นิยมของชาวอิตาเลียนในหน้าร้อนที่หนีร้อนจากกรุงโรมมาที่นี่ และยังเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวที่นิยมมาเยี่ยมชม และเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองคือบ้านเรือนสีขาวที่สร้างเรียงรายลดหลั่นกันลงไป

12.00 น.         อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

นำท่านเดินทางสู่แคว้นคัมพาเนีย (Capania)  แคว้นทางตอนใต้ของอิตาลี สู่เมืองคาปัว (Capua)(ระยะทาง 80 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที) ซึ่งอยู่เหนือเมืองนาโปลี เดินทางถึงเมืองคาปัว นำท่านชมเมืองโบราณคาปัว  เมืองที่ถูกทำลายในระหว่างการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตก   

นำท่าน เข้าชม Santa Maria Capua Vetere Amphitheatre (Anfiteatro Campano หรือ Amphitheatre of Capua)ซากอัฒจันทร์โบราณที่ให้เห็นถึงร่องรอยประวัติศาสตร์  และที่นี่คือเมืองที่มีเริ่องราวมากมายโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับนักรบกลาดิเอเตอร์ (gladiator)เพราะที่นี่คือสังเวียนการต่อสู้ของเหล่านักรบเพื่อชีวิตที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของอิตาลีปัจจุบัน และสำหรับแฟนภาพยนตร์โรมันตัวจริงคงต้องรู้จักเรื่องราวของ Spartacus สุดยอดกลาดิเอเตอร์ ผู้ท้าท้ายอำนาจของกรุงโรมซึ่งในปี ค.ศ. 73 เขาเป็นผู้นำพวกทาสและนักรบกลาดิเอเตอร์ อีกหลายคนปลดแอกก่อกบฎเลิกอยู่ภายใต้การกดขี่ของทหารโรมันหนีออกไปจากคาปัวและใช้วิธีสู้กับกองทัพโรมันแบบกองโจรซุ่มโจมตีแต่ในที่สุดก็โดนรุกหนักจนต้องพาคาราวานหนีไปอยู่บนภูเขาไฟวิโซวิโอเลยถูกกองทัพโรมันล้อมไม่มีอาหารกินหมดกำลังและแพ้ไปในที่สุดก็เลยทำให้มีพิพิธภัณฑ์กลาดิเอเตอร์ ที่นี่เพื่อคงไว้ซึ่งเรื่องราวที่เป็นความจริงของคนกลุ่มหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ได้เพราะการต่อสู้อย่างแท้จริง  

จากนั้น นำท่านเดินทางสู่ เมืองซอเรนโต้ (Sorrento)(ระยะทาง 78 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที) เมืองริมชายฝั่งทะเลที่มีตัวเมืองเรียงรายตามแนวขอบผาหินสูง  ด้วยมนต์แห่งเพลง Come Back to Sorrento และชื่อเสียงของความงามของทิวทัศน์เหล่านี้ได้สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือน จนเป็นเมืองตากอากาศที่มีชื่อเสียง อิสระท่านตามอัธยาศัย หรือพักผ่อนหลังจากเดินทางไกล

19.00 น.       อาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร                                                                                               

พักค้างคืน ณ Hilton Sorrento Hotel หรือเทียบเท่า

 

วันที่สามของการเดินทาง (3)                     ซอเรนโต้ – โพสิตาโน – อมาลฟี – ราเวลโล – ซาเลอร์โน่  

07.00 น.       อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

เช้านี้ นำท่านลัดเลาะทิวเขาสู่ชายฝั่งทะเลตอนใต้ของอิตาลีที่มีชื่อเสียงโด่งดัง อมาลฟีโคสท์ (Amalfi Coast) เริ่มจาก เมืองซอเรนโต้ (Sorrento) ไปตามหน้าผาสูงชันจนถึงเมืองหลัก 3 เมือง คือ เมืองโพสิตาโน (Positano), อมาลฟี (Amalfi) และราเวลโล (Ravello) เส้นทางเลียบชายฝั่งและเมืองทั้งสามได้รับการอนุรักษ์ให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้ด้วย  เริ่มต้นกันที่  เมืองโพสิตาโน (Positano) (ระยะทาง 15 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที) ตัวเมืองส่วนใหญ่ตั้งอยู่เรียงรายบนผาหินที่เปิดหน้าลงสู่ทะเล เมืองโพสิตาโน (Positano) เดิมเป็นเมืองท่าภายใต้การปกครองของแคว้นอมาฟี มีฐานะร่ำรวยอย่างมากใน ยุคกลาง จุดเริ่มต้นของการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาจาก John Steinbeck เจ้าของรางวัลโนเบลด้านวรรณคดี ได้เผยแพร่เรื่องราวของเมืองใน Harpers Bazaar ในปี 1953 เมืองที่ไร้ซึ่งที่ราบแห่งนี้เต็มไปด้วยบ้านเรือนที่สร้างกันอยู่บนหน้าผาสูงชัน ไล่เรียงกันลงมาเป็นแถบ โพสิตาโนจึงกลายเป็นเมืองทรงเสน่ห์จนได้รับสมญานามว่า "Town of Thousand Postcard" นำท่านถ่ายรูปวิวเมืองโพสิตาโน ณ จุดชมวิว ที่สามารถเก็บวิวเมืองโพสิตาโน ได้แบบเต็มๆ

 

จากนั้นเดินทางต่อผ่าน เมืองปราอิอาโน (Praiano) ให้ได้ชมวิวสองข้าง ทางจนเข้าสู่ เมืองอมาลฟี (Amalfi) (ระยะทาง 17 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที) เมืองนี้เคยเป็นเมืองที่มีอำนาจทางทะเล แต่ต่อมาคาดว่าเกิดแผ่นดินถล่มจมหายไปในทะเล เมืองนี้จึงกลายเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ มีประชากรราว 3 พันคน มีมหาวิหารใหญ่ที่สวยงาม

12.00 น.       อาหารกลางวัน  ณ ภัตตาคาร

นำท่านชม เมืองอมาลฟี (Amalfi) จุดหมายปลายทางฝันของเส้นทางสายอมาลฟี่ โคสต์ (Amalfi coast) ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ทำให้ทั้งศิลปิน นักกวี นักเขียน ต่างหลั่งไหลมาเยือนกันเป็นเวลานับศตวรรษมาแล้ว เอกลักษณ์เฉพาะของบ้านเรือนที่ปลูกเรียงลดหลั่นตามหน้าผาสูง เหนือน้ำทะเลอันกว้างใหญ่ สวยงามจนยากพรรณนา นำท่านถ่ายรูปกับ มหาวิหารอะมัลฟี (Amalfi Cathedral) เป็นมหาวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแด่ นักบุญแอนดรูว์ (Saint Andrew) ซึ่งเมื่อมองมาจากบริเวณท่าเรือ จะสามารถมองเห็นหอระฆังที่งดงามของมหาวิหารได้อย่างชัดเจน เป็นมหาวิหารที่ถูกสร้างขึ้นอย่างสวยงามจากโครงสร้างของโบสถ์เดิมที่มีมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 9 และมีการปรับปรุงมาอย่างต่อเนื่อง โดยตัวอาคารได้รับ การตกแต่งในแบบบาโร้คยุคปลาย อิสระให้ท่านเพลิดเพลินเดินเล่นและเก็บภาพความน่าประทับใจในเมืองอันแสนโรแมนติกแห่งนี้

จากนั้น นำท่านเดินทางผ่าน เมืองอาทรานี (Atrani)มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวเพราะเป็นเมืองท่าเล็กๆที่เหมาะสำหรับพักผ่อนตากอากาศแบบส่วนตัวเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายจากภายนอกก่อตั้งโดยขุนนางชาวโรมันยุคโบราณความงดงามของสถานที่แห่งนี้คือตั้งอยู่ติดกับภูเขาเบื้องหน้าเป็นชายหาดที่ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีท้องฟ้าสีครามส่วนสิ่งก่อสร้างก็ยังคงรักษาความคลาสสิกแบบเดิมเอาไว้มีโบสถ์ประจำหมู่บ้าน และร้านค้าต่างๆ

จนกระทั่งถึง เมืองราเวลโล (Ravello)  (ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที)  เมืองตากอากาศบนเขาสูง ด้านหน้าเป็นวิวทะเลสวยมากถึงมากที่สุดด้านหลังเป็นวิว ภูเขาสูงเมืองนี้สวยสุดยอดจริง ๆ ตัวเมืองเป็นบ้านเก่าๆ เล็กๆ นำท่านชม โบสถ์ประจำเมือง (Duomo) ที่สวยงาม ซึ่งครั้งนึงเมืองนี้ เคยเป็นถิ่นพำนักของศิลปินนักประพันธ์เพลงชาวเยอรมันชื่อดัง ริชาร์ด วากเนอร์

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่  เมืองซาเลอโน่ (Salerno) (ระยะทางประมาณ 44 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง) อีกหนึ่งเมืองท่าของอิตาลีตอนใต้อันเป็นที่นิยมในการมาพักผ่อนตากอากาศของนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก

19.00 น.       อาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

พักค้างคืน ณ Novotel Salerno Est Arechi Hotel หรือเทียบเท่า

 

วันที่สี่ของการเดินทาง (4)                         ซาเลอร์โน่ – เปสตุม – คาสเทลเมสซาโน – โพเทนซ่า  

07.00 น.       อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นำท่านเดินทางสู่เมืองเปสตุม (Paestum)(ระยะทางประมาณ 48 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง) มีประวัติเป็นอาณานิคมของกรีซตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 7 โดยที่เมืองนี้เป็นที่ตั้งมหาวิหาร Athena และ Hera และเป็นเมืองต้นกำเนิดของพิซซ่าซึ่งเป็นอาหารอิตาลีที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักคุ้นเคยกันอย่างดี ในปัจจุบันมีความสำคัญคือเป็นเมืองตากอากาศ ที่เรียกว่าย่าน Italy Rivera แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวมาพักตากอากาศจำนวนมาก ประชาชนประกอบธุรกิจท่องเที่ยวและเกษตรกรรมโดยรวม มีภาวะเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดี เปสตุม มีทั้งพิพิธภัณฑ์และแหล่งโบราณคดีกลางแจ้ง นำท่านชมแหล่งโบราณคดีซึ่งเป็นซากปรักหักพังของวิหาร 3 หลัง คือ วิหารอธีน่า, วิหารเฮร่าและวิหารโพไซดอนโดย วิหารอธีน่ามีขนาดเล็กที่สุดและตั้งอยู่โดดเดี่ยว ส่วนอีกสองวิหารอยู่คู่กัน วิหารเฮร่า หรือ Basilica ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในบรรดาวิหารทั้งสามซึ่งยังคงอยู่ในสภาพที่ดี จนเป็นสถาปัตยกรรมของอาณานิคมกรีกในศตวรรษที่ 6 ที่สมบูรณ์แบบที่สุด  นอกจากวิหารแล้ว ยังมีซากอาคารบ้านเรือนรวมถึงพื้นกระเบื้องโมเสคชิ้นเล็กๆ, Amphitheatre ขนาดเล็ก, Forum และอื่นๆ

12.00 น.       อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองคาสเทลเมสซาโน (Castelmezzano)(ระยะทางประมาณ 128 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง) เป็นเมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่ในจังหวัดโพเทนซ่า (Potenza) ในแคว้นบาซิลิกาต้า (Basilicata)  หนึ่งใน 20 แคว้นของประเทศอิตาลี เมืองนี้ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในเมืองที่สวยที่สุดในประเทศอิตาลี สร้างอยู่ในหุบเขา เป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 900 คน แรกเดิมเป็นถิ่นฐานของชาวกรีกราวศตวรรษที่ 5-6  แต่การเข้าไปชมเมืองแสนสวยแห่งนี้ก็ไม่ธรรมดา ต้องลอดผ่านอุโมงค์ ข้ามช่องเขา เพื่อเข้าสู่ดินแดนที่น่าค้นหาแห่งนี้

จากนั้นนำท่านเดินทางกลับสู่ เมืองโพเทนซ่า(Potenza)(ระยะทางประมาณ 32 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที)

19.00 น.       อาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

พักค้างคืน ณ Park Hotel Potenza หรือเทียบเท่า

 

วันที่ห้าของการเดินทาง (5)                       โพเทนซ่า – มาเทรา – อัลเบโรเบลโล   

07.30น.        อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ณ ห้องอาหารของโรงแรม

จากนั้นนำท่านเดินทางต่อสู่เมืองมาเทรา (Matera)(ระยะทางประมาณ 97 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที)เมืองโบราณเล็กๆ ทางตอนใต้ของอิตาลีที่น้อยคนนักจะรู้จัก เป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวที่มี ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งตั้งอยู่ในแคว้นบาซิลิกาต้า (Basilicata)  ของประเทศอิตาลี  เมืองมาเทรา (Matera) ได้รับขนานนามว่าเป็นเมืองใต้ดินหรือ เมืองมนุษย์ถ้ำ เมืองนี้สร้างอยู่ในหิน และผู้คนอาศัยอยู่ในบ้านหินโบราณที่เป็นถ้ำที่เรียกว่า ซาสซี (Sassi)มานานหลายศตวรรษ ซึ่งองค์การยูเนสโกได้ประกาศให้เป็นมรดกโลก

                   นำท่านชมเมืองมาเทรา (Matera) เมืองนี้จะมีสองส่วนคือส่วนเมืองเก่าและส่วนเมืองใหม่ที่รัฐบาลพยายามอพยพผู้คนให้มาอยู่ที่เมืองใหม่ แต่ก็ยังมีพลเมืองบางส่วนยังคงอาศัยอยู่ในถ้ำหินของเมืองเก่า นำท่านชมย่านเมืองเก่า สัมผัสชีวิตท่ามกลางเขาวงกตที่มีทางเดินขนาดเล็กที่ปูด้วยหิน บันไดสูงชัน และถนนที่คดเคี้ยว ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนอันแสนเก่าแก่ ไม่มีสถาปัตยกรรม หรือพระราช วังที่สวยงามใดๆ มีแต่บ้านช่องที่มีอยู่ตามถ้ำที่เรียกกันว่า ซาสซี (Sassi) และ โบสถ์รูเปสเตรียน ที่ขุดไว้ ตามโขดหินในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยูเนสโกได้กำหนดให้เป็นถิ่นฐานที่มีวัฒนธรรมที่ควรเก็บรักษาจนได้ขึ้นเป็นมรดกโลก  นำท่านเข้าชมบ้านถ้ำหิน (Casa Grotta di Vico Solitatio)สัมผัสความเป็นอยู่ของมนุษย์ถ้ำแห่งเมืองนี้

                                 

12.00 น.       อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองอัลเบโรเบลโล (Alberobello)(ระยะทางประมาณ 69 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง) ตั้งอยู่ในแคว้นปูลยา ทางทิศตะวัน ออกเฉียงใต้ของอิตาลี เป็นเมืองที่อยู่เกือบปลายเกือกของอิตาลี จึงมีทะเลล้อมรอบอยู่ใกล้ๆ

                  

นำท่านชม หมู่บ้านกระโจมหิน (Trulli Village)หมู่บ้านเก่าแก่ รูปทรงแปลกตา มีเอกลักษณ์ทางด้านสถาปัตยกรรมซึ่งมีหลังคาบ้านเป็นรูปทรงกรวยเกือบทุกหลัง  ถ้าเดาจากรูปร่าง อาจคิดว่าอยู่ที่อาฟริกาเป็นแน่ แต่ที่แท้มันอยู่ในอิตาลี การที่มีรูปทรงแบบนี้ ที่จริงก็มีเค้าโครงมาตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะเป็นบ้านที่มีวิวัฒนาการ การตั้งถิ่นฐานของคนแถบ Greece, Egypt, Sardinia and Sicily รอบๆทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีการตั้งบ้านเรือนแบบนี้มาตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 14-15 การที่บ้านเมืองดูโบราณๆนั้น เพราะวัสดุที่ใช้สร้างบ้านเขาใช้วัสดุจากธรรมชาติ ที่หาได้รอบๆนั่นเอง และการก่อสร้างก็ง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อน แต่ก็ยังไม่วายมีตำนาน เกี่ยวกับการก่อสร้างรูปแบบนี้ว่า เกิดจากการตั้งกฎของ Count of Conversano ที่เป็นผู้มีอำนาจในการควบคุมการก่อสร้างในสมัยก่อน เขาออกกฎให้การก่อสร้างในยุคนั้น ใช้หินเรียงซ้อนกัน โดยไม่ใช้ปูนก่อ เพื่อให้ง่ายต่อการรื้อถอน เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของบ้านแถบเมดิเตอร์เรเนียนนี้คือ การใช้สีง่ายๆ ด้วยสีขาวเพียงสีเดียว ไม่นิยมความแตกต่างโดดเด่นที่ต้องไม่เหมือนใคร หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านจึงมีความเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น เป็นภาพรวมที่น่าชม และแปลกตามาก

19.00 น.       อาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

พักค้างคืน ณ La Chiusa Di Chietri Hotel หรือเทียบเท่า

 

วันที่หกของการเดินทาง (6)                       อัลเบโรเบลโล - โลโคโรตอนโด – ออสตูนี - โพลิกนาโน อามาเร่

07.00 น.       อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

เช้านี้ นำท่านเดินทางสู่เมืองโลโคโรตอนโด (Locorotondo)(ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที)เมืองเล็กๆสุดแสนน่ารัก และ Unseen ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองเล็กที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลีอีกด้วยเมืองนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาคือสวรรค์สีขาวท่ามกลางทิวทัศน์อันเขียวขจี อาคารบ้านเรือนที่ฉาบด้วยปูนขาวแวดล้อมด้วยพื้นที่ชนบทที่เต็มไปด้วยทุ่งหญ้าและไร่องุ่นซึ่งผลิตไวน์ที่มีชื่อเสียง มีทัศนียภาพโดยรอบที่งดงามและศิลปะทางศาสนาอันเก่าแก่เมืองนี้ตั้งชื่อตามโครงสร้างทรงกลมของใจกลางเมืองเก่า ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อน นำท่านเดินไปตามทางเดินแคบๆ ที่คดเคี้ยวในเมืองเพื่อท่องเที่ยวไปตามสถานที่อันแสนวิเศษนี้ เดินผ่านบ้านเรือนอันเก่าแก่ซึ่งตั้งเรียงเป็นแถวอย่างเนืองแน่น พลางชมหน้าต่างของบ้านแต่ละหลังซึ่งเต็มไปด้วยดอกจีเรเนียมสีชมพูและสีแดงประกาย ชมรูปสลัก จารึกภาษาละติน และประตูที่สร้างในสไตล์บาโรกและเรอเนสซองส์ประดับตกแต่งอยู่ที่ส่วนหน้าของอาคารต่างๆ ชมโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง โบสถ์ Madonna della Grecaซึ่งสร้างขึ้นครั้งแรกในระหว่างศตวรรษที่ 7 และ 8 ส่วนโครงสร้างที่เห็นในปัจจุบันนั้นได้รับการก่อสร้างขึ้นใหม่ในศตวรรษที่ 15 แวะชมโบสถ์ San Roccoที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19 และชมโบสถ์เล็กๆ ชื่อ Spirito Santoที่สร้างขึ้นในปี 1683 นอกจากนี้ ในบรรดาสิ่งก่อสร้างอันเก่าแก่และมีชื่อเสียงอื่นๆ ยังมี Palazzo Morelli ในสไตล์บาโรกที่สร้างขึ้นเมื่อปี 1819

สมควรแก่เวลา นำท่านเดินทางสู่ เมืองออสตูนี (Ostuni) (ระยะทางประมาณ 23 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที) เมืองท่องเที่ยวที่สวยงามอีกเมือง ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดบรินดีซี (Brindisi) 1 ใน 6 จังหวัดของแคว้นปูลยา (Puglia) และตั้งอยู่บริเวณตอนปลายสุดของคาบสมุทรอิตาลี เป็นเมืองที่ถือได้ว่าเป็นอัญมณีทางด้านสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่ง ได้รับการยกย่องให้เป็น “เมืองสีขาว” (White City) แห่งอิตาลีอีกด้วย เมืองนี้มีความโดดเด่นทางด้านภมิศาสตร์ที่สวยงามไม่แพ้เมืองอื่นๆโดยเฉพาะสภาพภูมิทัศน์ของชายหาด ไร่องุ่น รวมไปถึงไร่มะกอกสีเขียวขจีตัดกับท้องฟ้าสีครามสดใส

12.00 น.       อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

                   นำท่านชมความสวยงามของเมือง บริเวณ ย่านเมืองเก่าออสตูนี (Old Town)ที่มีลักษณะเป็นเมืองป้อมปราการขนาดใหญ่ ซึ่งูกสร้างขึ้นบนเนินเขาและถูกล้อมรอบไปด้วยกำแพงโบราณสูงตระหง่าน นำท่านชมจัตุรัสออสตูนี (Ostuni Square) หรือ เปียซ่า เดลลา ลิเบอร์ต้า (Piazza della liberta)โดยบริเวณจัสตุรัสนั้นเป็นที่ตั้งของอาคารสิ่งก่อสร้างที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์เซนต์ โอรอนโว (Saint Oronzo’s column)นักบุญที่มีชื่อเสียงของคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก ได้เวลานำท่านชมโบสถ์เซนต์ วิโต มาร์ตีร์ (San Vito Martire)หนึ่งในอนุสรณ์สถานทางศาสนาที่มีความสำคัญมากแห่งหนึ่งของเมืองออสตูนี โดยโบสถ์สร้างขึ้นในช่วงระหว่างปี 1750 – 1752 ในสไตล์นีโอคลาสสิค เป็นอีกหนึ่งสิ่งก่อสร้างที่มีความโดดเด่นทางด้านสถาปัตยกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะเวียนมาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก ได้เวลานำท่านชมมหาวิหารแห่งออสตูนี (Ostuni Cathedral)มหาวิหารที่ตั้งอยู่บนสุดของเนินเขา เป็นมหาวิหารที่สร้างขึ้นแด่เซนต์ แมรี่ อัสสัมชัญ (Santa Mariadell’Assunzione) โดยมหาวิหารถูกสร้างขึ้นในแบบสไตล์โกธิค เมืองปี 1435 แล้วเสร็จในปี 1495 โดยเฟรดเดอริคที่ 2 ได้เวลานำท่านถ่ายรูปกับวิลลาโนวา ออสตูนี (Villanova Ostuni) เป็นที่ตั้งของปราสาทป้อมปราการเล็กๆซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบริเวณท่าเรือ

สมควรแก่เวลานำท่านเดินทางสู่ เมืองโพลิกนาโน อามาเร่ (Polignano a Mare)(ระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง) เมืองริมทะเลอันสวยงาม อีก 1 เมืองไฮไลท์ของเส้นทางนี้ที่เรานำเสนอ ใต้ท้องฟ้าและท้องทะเลสีคราม มีเมืองแห่งนี้ก่อสร้างบ้านเรือนอยู่ติดขอบโตรกชายฝั่ง บรรยากาศงดงามและเป็นเอกลักษณ์ยิ่ง อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาพักตากอากาศ ด้วยโรงแรมสไตล์เก๋ๆน่ารักๆมากมาย นำท่านเดินชมเมืองและชายหาด ชิลกับบรรยากาศยามอาทิตย์อัศดง เมืองนี้ยังเป็นของภัตตาคาร Grotta Palazzeseภัตตาคารริมหน้าผ้าที่หรูหราอลังการและโรแมนติกที่สุดของอิตาลีเป็นภัตตาคารถ้ำ ตกแต่งอย่างเรียบง่าย สบายตา ด้วยโทนสีน้ำตาลของไม้ ผสานสมดุลเข้ากันได้ดีกับสีธรรมชาติของผนังถ้ำ สามารถสัมผัสทิวทัศน์ท้องทะเลได้อย่างเต็มตาเพียงราวเหล็กกั้น ภัตตาคารที่ตั้งอยู่ในถ้ำซึ่งเปิดบริการมานานกว่าทศวรรษแล้ว

19.30 น.       อาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

พักค้างคืน ณ Calaponte Hotel หรือเทียบเท่า        

 

วันที่เจ็ดของการเดินทาง (7)                      โพลิกนาโน่ อามาเร่ – บารี่ - ปอมเปอี - นาโปลี

07.00 น.       อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

จากนั้น นำท่านเดินทางสู่ เมืองบารี่(ระยะทางประมาณ 35 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที)เมืองหลวงของแคว้นปูลยา และเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของอิตาลีทางตอนใต้ อยู่ใกล้กับทะเลเอเดรียติก จนได้รับสมญานามว่า “แคลิฟอร์เนียตอนใต้ของอิตาลี” เป็นศูนย์กลางการเดินเรือและศูนย์กลางของอาณาจักรไบเซนไทน์ทางตอนใต้ของอิตาลี นำท่านชม เมืองบารี เมืองท่าที่สำคัญของอิตาลีชมซากป้อมปราการในอดีต นำท่านชมเมืองเริ่มกันที่ โบสถ์เซนต์นิโคลัส (Basilica St.Nicholas)ซึ่งเดิมเคยใช้เป็นที่พำนักของผู้ปกครองเมืองชาวไบแซนไทน์เมื่อราวปี ค.ศ.1000 ต่อมาในปี ค.ศ.1087 ชาวบารีได้นำกระดูกของเซนต์นิโคลัสมาจากโบสถ์แห่งเมืองไมร่า (Myra) ในประเทศตุรกี จึงได้ดัดแปลงอาคารแห่งนี้เป็นโบสถ์ และประดิษฐานกระดูกของเซนต์นิโคลัสไว้ภายใน ซึ่งเชื่อกันว่า เซนต์นิโคลัส ก็คือที่มาของซานตาคลอส

จากนั้น นำท่านชม Castel del Monte(ระยะทางประมาณ 55 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง)พระราชวังเก่าของจักรวรรดิเฟรเดอริคที่ 2 แห่งสวาเบีย เป็นศูนย์รวมของเหล่าศิลปินและนักปราชญ์จากทั่วประเทศ เป็นพระราชวังเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1240 เคยถูกทำลายเมื่อปี 1876 หากมีโอกาสขอแนะนำให้รู้จักของดีนั่นคือ น้ำมันมะกอกชั้นเยี่ยม โรยัลเค้กอร่อย และไวน์ชั้นดี เป็นต้น

12.00 น.       อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

                   จากนั้น นำท่านเดินทางสู่ เมืองเนเปิลส์ หรือ นาโปลี (Naples, Napoli)(ระยะทางประมาณ 225 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง)เมืองที่มีชีวิตชีวา มีสีสัน มีการผสมผสานศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความทันสมัยจนเป็นเนื้อเดียวกัน โบสถ์เก่าๆ กับบ้านเรือนสมัยใหม่อยู่ปะปนกันไป ไม่สามารถแยกเป็นเขตเมืองเก่ากับเมืองใหม่ได้ นำท่านชมเมือง เริ่มกันที่ เปียสซา เดล เพิลบิสซิโต (Piazza del Plebiscito)หนึ่งในจัตุรัสที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองเนเปิลส์ โดยจัตุรัสนั้นตั้งอยู่ใกลๆกับอ่าวเนเปิลส์ถูกล้อมรอบไปด้วยเหล่าอาคารสถานที่ที่มีความสำคัญของเมืองไม่ว่าจะเป็น พระบรมมหาราชวัง (Royal Palace of Naples) เป็น 1 ใน 4 ของที่พำนักของกษัตริย์แห่งราชวงศ์บูร์บง (Bourbon Kings) หนึ่งในราชวงศ์ที่สำคัญที่สุดในทวีปยุโรป แวะถ่ายรูปกับปราสาทคาสเซิลนูโว (Castel Nuovo) ปราสาทยุคกลางที่มีชื่อเสียงของเมืองเนเปิลส์ ตัวปราสาทโดดเด่นด้วยซุ้มประตูทรงกลมสูงตระหง่าน โดยปราสาทถูกสร้างขึ้นในปี 1282 ตัวอาคารถูกสร้างขึ้นด้วยหินทราย ปัจจุบันปราสาทแห่งนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญของสำคัญที่สุดของเมือง และยังเป็นสัญลักษณ์ทางด้านสถาปัตยกรรมของเมืองซึ่งได้รับการขยายหรือปรับปรุงมาหลายครั้งนับตั้งแต่ได้เริ่มสร้าง

19.00 น.       อาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

พักค้างคืน ณ Hotel Naples หรือเทียบเท่า 

 

วันที่แปดของการเดินทาง (8)                    นาโปลี – กาแซร์ตา – โรม  

07.00 น.       อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ณ ห้องอาหารของโรงแรม

               

นำท่านเดินทางสู่เมืองกาแซร์ตา (Caserta)(ระยะทางประมาณ 33 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที)เมืองหลวงแห่งจังหวัดกาแซร์ตา แห่งแว้นคัมปาเนียของอิตาลี นำท่านเข้าชมพระราชวังกาแซร์ตา (Palace of Caserta) เป็นอดีตพระราชวังที่ประทับของกษัตริย์แห่งเนเปิลส์แห่งราชวงศ์บูร์บง ที่ตั้งอยู่ที่เมืองกาแซร์ตาในประเทศอิตาลี พระราชวังกาแซร์ตาเป็นหนึ่งในพระราชวังแบบบาโรกที่ใหญ่ที่สุดที่สร้างขึ้นในยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 18 พระราชวังแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 1997 ในฐานะที่เป็นงานชิ้นเลิศของยุคบาโรก การก่อสร้างพระราชวังกาแซร์ตาเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1752 โดยพระเจ้าชาลส์ที่ 7 แห่งเนเปิลส์ ผู้ทรงทำงานอย่างใกล้ชิดกับสถาปนิกลุยจี วันวีเตลลี เมื่อทอดพระเนตรเห็นแบบจำลองสำหรับพระราชวัง พระเจ้าชาลส์ก็ทรงพอพระทัยมาก แต่พระองค์ก็มิได้มีโอกาสที่จะได้บรรทมในพระราชวังแม้แต่เพียงคืนเดียว พระเจ้าชาลส์ทรงสละราชสมบัติในปี ค.ศ. 1759 เพื่อไปเป็นพระมหากษัตริย์สเปน การก่อสร้างดำเนินต่อมาโดยพระราชโอรสองค์ที่สามและผู้ครองเนเปิลส์ต่อมาคือพระเจ้าเฟอร์ดินานด์ที่ 4 แห่งเนเปิลส์

                   จากนั้น นำท่านเดินทางกลับสู่ กรุงโรม ระหว่างทาง นำท่านแวะช้อปปิ้งที่ La Reggia Designer Outlet เมืองมาร์เซียไนส์ (Marcianise) (ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที)แหล่งช้อปปิ้งที่พร้อมมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบหรูหรา ด้วยร้านค้าที่นำเสนอแฟชั่นแบรนด์อิตาลีและแบรนด์ระดับโลกอื่นๆอาทิ Gucci, Prada, Armani, Moschino, Nike, Adidas, Michael Kors, Calvin Klein, Tommy Hilfigher, Roberto Cavalli เป็นต้น ในราคาลดสูงสุดถึง 70 % นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารและคาเฟ่หลากหลายให้เลือกใช้บริการอีกด้วย อิสระให้ท่านช้อปปิ้งอย่างจุใจตามอัธยาศัย

*** เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาอันมีค่าของท่าน อิสระท่านรับประทานอาหารกลางวัน ในเอาท์เล็ท ตามอัธยาศัย ***

                   กระทั่งสมควรแก่เวลานำท่านเดินทางเข้าสู่กรุงโรม(Rome)  (ระยะทาง 205 กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง) เมืองหลวงของประเทศอิตาลี (Italy) มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1870 (พ.ศ.2413) ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขา 7 ลูก ตามตำนานเล่าว่า มีทารกฝาแฝดสองคนชื่อรอมิวลุส (Romulus) และ เรมุส(Remus)ถูกทิ้งไว้ริมแม่น้ำไทเบอร์ ทั้งสองเติบโตขึ้นมาจากการเลี้ยงดูของสุนัขจิ้งจอก ต่อมารอมิวลุสฆ่าเรมุส ตายเพราะล้ำเส้นเขตหมู่บ้านของตน ซึ่งหมู่บ้านของรอมิวลุสต่อมาก็คือ กรุงโรม (Rome)นั่นเอง

19.00 น.       อาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

พักค้างคืน ณ H10 Roma Citte Hotel หรือเทียบเท่า

 

วันที่เก้าของการเดินทาง (9)                       โรม

09.00 น.       อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

หลังอาหารเช้านำท่านเดินทางสู่ ท่าอากาศนานาชาติฟูมิชิโน่ (Fiumicino International Airport)เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับ กรุงเทพฯ(Bangkok)และ มีเวลาให้ท่านเลือกซื้อสิ้นค้าปลอดภาษี รวมถึงการขอภาษีคืน

13.55 น.       ออกเดินทางกลับสู่ กรุงเทพฯ (Bangkok) โดยเที่ยวบินที่ TG 945 (ใช้เวลาเดินทาง 10 ชั่วโมง 50 นาที)

 

วันที่สิบของการเดินทาง (10)                     กรุงเทพ

05.45 น.       คณะเดินทางถึง สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ (Suvarnabhumi International Airport)  กรุงเทพฯ (Bangkok)โดยสวัสดิภาพ

 
 

รายละเอียดโปรแกรมคลิกด้านล่าง
ll
ll
ll
ll
ll
V

 
฿109,900
จำนวน:
Visitors: 115,727