ทัวร์ หมู่บ้านแสนสวย บาวาเรีย ทิโรล อัลซาส 10 วัน TG

ทัวร์ หมู่บ้านแสนสวย บาวาเรีย ทิโรล อัลซาส 10 วัน สารการบินไทย TG

 


กำหนดการเดินทาง 10 - 19 และ 17 - 26 ตุลาคม 2562  ราคาท่านละ 99,900 บาท

 


โปรโมชั่นพิเศษ เพียงจองและมัดจำภายใน 31 สิงหาคมนี้ ลดทันทีท่านละ 2000 บาท !!

 

สอบถามโทร 02-538-3585    Line ID : @tdtravel 

 

"เจาะลึกหมู่บ้านแสนสวย เส้นทางสุดโรแมนติก"

ที่ที่ทุกลมหายใจของนักเดินทางประสานเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ในอ้อมกอดของเทือกเขาแอลป์
ทะเลสาบสีเขียวใสดั่งมรกตป่าอัลไพน์อันอุดม และปราสาทที่งดงาม กับทั้งร่องรอยอารยธรรมแห่งแคว้นบาวาเรีย

หากท่านชื่นชอบกับการท่องเที่ยวไปยังหมู่บ้านแบบชนบท ที่ยังคงอนุรักษ์วัฒนธรรมถิ่น แต่งกายแบบพื้นเมือง
ปราศจากการจราจรที่คับคั่งของเมืองใหญ่ บ้านเรือนสะอาดตาสีสันงดงามและการประดับประดาตกแต่งเป็นเอกลักษณ์

- ชมหมู่บ้าน Hallstatt / St. Wolfgang หมู่บ้านริมทะเลสาบที่สวยที่สุดในโลก

- ล่องเรืทะเลสาบ Konigse ว่ากันว่าใสและสะอาดที่สุดในเยอรมัน

- ชมหมู่บ้าน Ramsau หมู่บ้าน Unseen ที่มีวิวทิวทัศน์สวยมาก นิยมในโปสการ์ดของประเทศเยอรมัน

- เดินเล่นเมือง Innsbruck เมืองในอ้อมกอดขุนเขา

- ชมหมู่บ้าน Mittenwald  / Garmisch / Oberammergau / Fussen หมู่บ้านเฟรสโก้บาวาเรีย

- เที่ยวบริเวณป่าดำ ที่เมือง Titisee / Frieburg ต้นกำเนิดนาฬิกากุ๊กกู

- ชมหมู่บ้าน Lidau /  Friedrichshafen ริมทะเลสาบ Bodensee

- พิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดของเยอรมันกันที่ Mt.Zugspitze

- ชมสุดยอดปราสาทเทพนิยาย แสนสวยของเยอรมัน Neuschwanstein Castle /
Hohenzollern Castle  / Heidelberg Castle

- ชมหมู่บ้าน Eguisheim /Riquewihr  / Ribeauville /Colmar / Strasbourg แคว้นอัลซาส สวยระดับโลกในฝรั่งเศส

- เดินเล่นหมู่บ้านแสนน่ารักของเยอรมัน Miltenberg

- ปิดท้ายช๊อปปิ้งที่ Frankfurt

 

 

 

แผนที่เส้นทางการเดินทาง

 

 

 

รายละเอียดโปรแกรม

 

วันแรกของการเดินทาง (1)                                 กรุงเทพฯ   

22.00น.        คณะพร้อมกัน ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ชั้น 4 ประตู 3 เคาน์เตอร์ Dสายการบิน สายการบินไทย อินเตอร์ พบเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ คอยให้การต้อนรับและคอยอํานวยความสะดวกในเรื่องสัมภาระและการเช็คอิน

 

วันที่สองของการเดินทาง (2)            กรุงมิวนิค (เยอรมัน)  - ฮัลล์สตัทท์ (ออสเตรีย) - ซาลส์บูร์ก

00.50น.         ออกเดินทางสู่เมืองมิวนิค (Munich)โดยเที่ยวบินที่ TG 924(ใช้เวลาในการเดินทาง 11 ชั่วโมง 55นาที)

06.45.        เดินทางถึง ท่าอากาศยานนานาชาติมิวนิค (Munich International Airport) ณ เมืองมิวนิค (Munich) อันทันสมัยของประเทศเยอรมัน (Germany) (เวลาท้องถิ่นช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง) หลังผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรแล้ว รถโค้ชนำท่านออกเดินทางข้ามพรหมแดนสู่ ประเทศ ออสเตรีย (Austria) ท่านเดินทางผ่านบรรยากาศที่สวยงามของป่าเขา ไปยัง บริเวณ อัพเพอร์ออสเตรีย (Upper- Austria)หรือบริเวณ ซาลส์กัมเมอร์กูท (Salzkammergut Lakes) อันเป็นที่ตั้งของแหล่งท่องเที่ยวทะเลสาบมากมาย ปัจจุบันเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยทะเลสาบกว่า 70 แห่ง ซึ่งวางตัวเรียงรายโอบล้อมของเทือกเขาจิตรกรแห่งยุคโรแมนติก เป็นกลุ่มแรกที่ค้นพบความงดงามของพื้นที่ บริเวณที่เคยเป็นแหล่งผลิตเกลือที่ใหญ่ที่สุดในแถบเทือกเขาแอลป์ (The Alps) แถบนี้ จนเข้าสู่ เมืองฮัลล์สตัทท์ (Hallstatt)(ระยะทาง 205 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที)  เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบที่สวยที่สุดในโลก จนได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากยูเนสโก้ภาพของหมู่บ้านที่มีเทือกเขาเป็นองค์ประกอบอยู่ด้านหลังที่งดงามราวภาพวาด คือ ภาพที่ถูกเผยแพร่ไปมากที่สุดของ ออสเตรีย (Austria) และเป็นเมืองที่มีเหมืองเกลืออายุเก่าแก่ที่สุด และ เมืองมีอายุกว่า 4,500 ปี

12.00 น.       บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

นำท่านขึ้นรถรางขึ่นสู่จุดชมวิว Sky Walk  ที่ตั้งอยู่บนภูเขาสูงอายุมากกว่า 7,000 ปี มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเล ประมาณ 838 เมตร โดยใช้เวลาในการเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาเพียง 3 นาที ให้ท่านได้ถ่ายภาพความสวยงามของเมือง เมืองฮัลล์สตัทท์ (Hallstatt) และทะเลสาบจากด้านบนที่ได้รับการขนานนามว่า Unesco World Heritage view ณ จุดชมวิว Sky Walk  (รถรางเปิดให้บริการเฉพาะ ช่วงเดือนมีนาคม - พฤศจิกายน เท่านั้น)

หมายเหตุ : หากเกิดเหตุสุดวิสัยต่างๆเช่น เนื่องสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย หรือมีการปิดปรับปรุงหรือทางรถรางไม่เปิดให้ขึ้นชม ทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการงดให้ขึ้นชม โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า)

สมควรแก่เวลา นำท่านเดินทางสู่ เมืองซาลส์บูร์ก (Salzburg)(ระยะทาง 71 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที) เมืองสวยที่แสนโรแมนติกที่สุดเมืองหนึ่งของยุโรป ได้รับการอนุรักษ์เป็นมรดกโลก เมื่อปี ค.ศ.1996  เป็นบ้านเกิดของคีตกวีผู้ยิ่งใหญ่ของโลก นามว่าโมสาร์ท (Mozart) และใช้เป็นสถานที่ในการถ่ายทำภาพยนตร์อมตะ (ที่สร้างจากเรื่องจริงของคุณครูมาเรีย) เรื่องมนต์รักเพลงสวรรค์ (The Sound of Music) ซึ่งทำให้เมืองนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก โดยเมืองนี้มีอดีตที่เติบโตมาจากการผลิตเกลือและการค้าเกลือ ซึ่งในยุคนั้นมีค่าประดุจทองคำขาว  ดังนั้น เกลือ (Salz) จึงเป็นที่มาของทั้งชื่อแคว้นและเมือง นำท่านชม  เมืองซาลส์บูร์ก (Salzburg)เริ่มกันที่ บริเวณ สวนมิราเบล (Mirabell)ที่มีดอกไม้สวยงาม  นำท่านเดินข้ามสะพานบน แม่น้ำซาลซาค (Salzach River)  ชม มหาวิหารประจำเมือง  (Salzburg Cathedral) ถ่ายรูปกับ อนุสาวรีย์โมสาร์ท (Mozart Monument)และ บ้านเกิดของนักดนตรียุคบารอคท่านนี้ (Mozart Geburtshaus)  ซาลส์บูร์ก (Salzburg) เป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ตั้งอยู่ท่ามกลางเนินเขาล้อมรอบ มีแม่น้ำไหลผ่านกลาง สองฟากฝั่งเป็นตึก พระราชวัง  โบสถ์ที่มียอดแหลมน้อยใหญ่น่าชม ด้านหลังของเมืองเป็นภูเขาและป้อมปราสาทดุจเมืองในเทพนิยาย เหมาะแก่การเดินเที่ยวชมเมือง   มีเวลาให้ท่านเดินชมร้านขายสินค้าพื้นเมืองที่ย่าน ถนนเกไทรเด (Getreidegasse)  ที่มีร้านค้า ต่าง ๆ มากมาย ซึ่งป้ายร้านค้าจะเป็นรูปบ่งบอกถึงสินค้าที่ขายกันมา ตั้งแต่สมัยโบราณ

18.30 น.       อาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

พักค้างคืน ณ Mercure Hotel หรือเทียบเท่า

 

วันที่สามของการเดินทาง (3)                     ซาลส์บูร์ก – เบิร์ชเทสกาเด้น –  รามเซา – อินสบรูค

07.00 น.     บริการอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

 เช้านี้ นำท่านท่านไปยัง ทะเลสาบกษัตริย์ (Konigsee)(ระยะทาง 29 กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที) ที่มีน้ำใสราวกับมรกต ทะเลสาบแห่งนี้ เป็นดินแดนแห่งฟยอร์ดที่งดงามที่สุดในประเทศเยอรมนี ในเขตเทือกเขาแอลป์ มีแหล่งกำเนิดจากการละลายของกลาเซียบนยอดเขา ตั้งแต่ยุคน้ำแข็ง ก่อให้เกิดทะเลสาบที่งดงาม ให้ทุกท่านเปลี่ยนบรรยากาศเป็นการล่องเรือพลังงานไฟฟ้า  ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1909 เพื่อไม่เกิดมลภาวะ เรือจะนำท่านล่องไปชมบรรยากาศแห่งฟยอร์ด จนถึง โบสถ์บา –โธโลมิว อันเป็นเสน่ห์ของดินแดนแห่งฟยอร์ดนี้

 จากนั้น นำท่านเดินทางเข้าสู่ เมืองเบิร์ชเทสกาเด้น (Berchtesgaden) เจ้าของเส้นทางดิอัลไพน์โร้ด เส้นทางเก่าแก่ที่สุดที่นักท่องเที่ยวนิยมใช้ เลาะเลียบเทือกเขาแอลป์ เมืองนี้ถูกก่อตั้งขึ้นให้เป็นศูนย์กลางทางการค้าและการสำรวจหาเกลือและสินแร่ เมืองเก่าแห่งนี้เต็มไปด้วยศิลปะการสร้างอาคารในรูปแบบบาวาเรียตอนบนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตกแต่งด้วยลายปูนสไตล์สตัดโก้ 

12.00 น.       บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

จากนั้นแวะชม หมู่บ้านรามเซา (Ramsau) (ระยะทาง 12 กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที) หมู่บ้านเล็กๆ น่ารัก Unseen ของเยอรมันที่พรมแดนออสเตรียที่หลบซ่อนตัวในเขตเทือกเขาแอลป์ โดยหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้มีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องของความสวยงามของวิวทิวทัศน์ โดยมีโบสถ์เซนต์ เซบาสเตียน (St.Sebastian Church) เป็นฉาก มีสะพานไม้เล็กๆทอดข้ามแม่น้ำ Ache ที่ไหลผ่านหมู่บ้านโดยมีฉากหลังของเทือกเขาแอลป์เป็นฉากหลัง นำท่านเดินถ่ายรูปตามอัธยาศัย หรือสามารถเข้าชมด้านในของโบสถ์ได้ฟรี

นำท่านเดินทางสู่เมืองอินสบรูค (Innsbruck)(ระยะทาง 56 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง) หนึ่งในสามเมืองเอกด้านการท่องเที่ยวของประเทศออสเตรีย (Austria) อีกสองแห่งคือเวียนนา (Vienna)และซาลส์บูร์ก (Salzburg) 

ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอิน(Inn River) สำหรับความหมายของเมืองอินสบรูค(Innsbruck)แปลว่าสะพานแห่งแม่น้ำอิน (Inn River)  มีลักษณะเป็นที่ราบแคบ ๆ แทรกตัวอยู่ระหว่างเทือกเขาแอลป์ (The Alps) เดิมเป็นเมืองตากอากาศของจักรพรรดิแม็กซิมิเลียนแห่งราชวงศ์ฮอฟบวร์ก เพราะอากาศดีมากผู้ที่เข้ามาปกครองจักรวรรดิออสเตรียต่างก็ต้องติดใจมาพักผ่อนในเมืองแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น พระนางมาเรียเทเรเซีย ผู้ยิ่งใหญ่ หรือแม้แต่นโปเลียน โบนาปาร์ต นำท่านชม เมืองอินสบรูค (Innsbruck)เมื่อจักรพรรดิและจักรพรรดินีต่างพากันมาตากอากาศที่ เมืองอินสบรูค(Innsbruck) และ เมืองอินสบรูค(Innsbruck)จึงเปรียบเสมือนศูนย์กลางการปกครองในช่วงเวลานั้นไปโดยปริยาย เสน่ห์ของเมืองอยู่ที่ อาคารหลังคาทองคำ (Goldenness Dachl)ที่สร้างขึ้นด้วยความประณีตละเอียดอ่อน และมีอายุเก่าแก่กว่า 500 ปี จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมือง ประทับใจกับเฮลบลิงเฮ้าส์ (Helblinghaus)  ตึกสมัยโกธิคตอนปลายที่มีการเพิ่มศิลปะแบบโรโคเข้าไปในศตวรรษที่18 ทำให้ดูโดดเด่นและหรูหรายิ่งขึ้น โรงแรมโกลเดนเนอร์แอดเลอร์(Goldener Adler Hotel)สร้างตั้งแต่ค.ศ.ที่16 เป็นโรงแรมที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองและยังเคยใช้ต้อนรับอะคันตุกะจากต่างแดนมาแล้วอย่างมากมาย พระราชวังฮอฟบูรก์ (Hofburg Palace)  พระราชวังที่ราชสำนักใช้แปรพระราชฐานในช่วงฤดูหนาวและบันทึกภาพสวยจากอาคารเรอเนสซองส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศออสเตรีย (Austria)

19.00 น.       บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

นำท่านเข้าสู่ที่พักAlphotel Innsbruck  หรือเทียบเท่า

 

วันที่สี่ของการเดินทาง (4)        อินสบรูค – มิดเท็นวาลด์ – การ์มิช พาร์เท่น เคียร์เซ่น – โอเบอร์รามาเกา - ฟุสเซ่น

07.00 น.        บริการอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

เช้านี้ นำท่านเดินทางกลับสู่ ประเทศเยอรมัน(Germany)กันที่ เมืองมิดเท็นวาลด์ (Mittenwald) (ระยะทาง 42 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาที) หมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ระหว่างพรหมแดนประเทศเยอรมัน และ ออสเตรีย ล้อมรอบไปด้วยเทือกเขาแอลป์ และได้ขึ้นชื่อว่า “หมู่บ้านที่สวยติดอันดับของเยอรมัน” ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ Unseen อีกด้วย นำท่านเดินชมเมืองสูดอากาศอันบริสุทธิ์ เดินเล่นจิบกาแฟ ชมวิวทิวทัศน์หรือเลือกซื้อสินค้าพื้นเมืองตามอัธยาศัย

จากนั้นนำท่านไปต่อกันที่เมืองการ์มิช พาร์เท่น เคียร์เซ่น (Garmisch-Partenkirchen)(ระยะทาง  18 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที) เมืองในหุบเขาทางใต้ของเยอรมัน หนึ่งในเมืองสวยงามอันดับต้นๆของเยอรมัน ตัวเมืองมีภาพวาดบนกำแพงบ้านสไตน์บาวาเรียน มีภาพเขียนสีตกแต่งตามบ้านเรือนและถือว่าเป็นประตูสู่ยอดเขาซุกสปิตเซ่ (Zugspitze) ยอดเขาสูงสุดของเยอรมัน อีกด้วย

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ สถานีรถไฟ (Garmisch-Partenkirchen’s Bahnhof) นำท่านขึ้นเคเบิ้ลคาร์โดยจุดประสงค์หลักเพื่อนำท่านพิชิต ยอดเขาซุกสปิตเซ่ (Zugspitze Peak) ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศเยอรมัน(Germany) ระหว่างทางท่านจะได้ชมวิวทะเลสาบที่อยู่เบื้องล่างที่เกิดจากหิมะบนเขาละลาย และจากกระเช้ามองลงไปข้างล่างจะเห็นธารน้ำแข็งยังหลงเหลืออยู่เมื่อขึ้นมาถึงนำท่านชมวิวบนยอดเขาที่สูงที่สุดในเยอรมัน(Germany) คือ 2,962 เมตร ถ้าบรรยากาศอำนวยจากยอดเขาสามารถมองจะเห็นทิวทัศน์งดงามกว้างไกลไปถึง 4 ประเทศด้วยกัน คือเยอรมัน(Germany) ออสเตรีย (Austria)อิตาลี(Italy) และ สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland)

13.00 น.       บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

ชมซุกสปิตซ์ปลาต (Zugspitzblatt)ธารน้ำแข็งสายเดียวของเยอรมัน (Germany) ที่ยามหิมะตกหนาระหว่างเดือนพฤศจิกายน-มิถุนายน จะกลายเป็นเส้นทางสกีให้เลือกเล่นหลายระดับ ใกล้เคียงยังมีภัตตาคารพร้อมบาร์กลางหิมะ ให้คุณนั่งพักอย่างสบายๆ ในวิวมหัศจรรย์รอบตัว นอกจากนั้นยังมีนิทรรศการที่สถานีบนเขา ซึ่งเป็นนิทรรศการตั้งแสดงสูงสุด ในเยอรมัน(Germany) เล่าเรื่องราวในอดีตของ ยอดเขาซุกสปิตเซ่ (Zugspitze Peak) จากครั้งแรกที่ถูกพิชิตเมื่อ 185 ปีก่อนจนถึงปัจจุบัน โดยมีภาพยนตร์ ภาพถ่าย และบันทึกแห่งความสำเร็จต่างๆ ที่น่าสนใจ ประกอบนิทรรศการ จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองโอเบอร์รามาเกา (Oberammergau) (ระยะทาง 20 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที) เป็นเมืองมีชื่อเสียงในเรื่อง การแสดง Passion Play, ศิลปะการเพนท์กำแพงบ้าน ซึ่งเรียกว่า  Luftlmalerei และ งานไม้แกะสลักค่ะเดินดูกันได้อย่างเพลิดเพลินเลยค่ะ ทั้งงานไม้สวยๆ และบ้านเรือนโดยแต่ละหลังๆ ต่างก็เพนท์สีกำแพงบ้านกันต่างๆไป ที่สังเกตุ จะเห็นลวดลายเค้าจะวาดให้เป็นมิติ มีแสงเงาและมักจะมีเรื่องราวเกี่ยวข้องทางศาสนา พาทุกท่านเดินเล่นใน เมืองโอเบอร์รามาเกา (Oberammergau) บ้านแต่ละหลังเพ้นลวดลายกันไว้อย่างเต็มที่บ่งบอกถึงประวัติของตัวเจ้าของบ้านเอง เดินเข้าไปภายใน ย่านเมืองเก่า (Old town) จะพบกับร้านขายชิ้นงานแกะสลัก พบเห็นได้มากมาย ทั่วเมือง อิสระให้ทุกท่านถ่ายรูปกันอย่างเต็มที่ ทุกซอกทุกมุมเมือง

สมควรแก่เวลา นำท่านเดินทางสู่เมืองเมืองฟุสเซ่น (Fussen)(ระยะทาง 50 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาที)  เมืองสุดท้าย บนถนนสายโรแมนติก เมืองนี้เป็นเมืองเก่ามาตั้งแต่ครั้งจักรวรรดิโรมัน เป็นที่ตั้งของปราสาทของกษัตริย์บาวาเรีย และยังแวดล้อมไปด้วยทะเลสาบน้อยใหญ่ และห่างจากชายแดนประเทศออสเตรีย (Austria) เพียงแค่ 5 กิโลเมตรเท่านั้นเมืองนี้มีชื่อเสียงตอนที่ริชาร์ด วากเนอร์ นักประพันธ์  นักดนตรีที่มีชื่อเสียงของเยอรมัน เข้าเฝ้าพระเจ้าลุควิกที่ 2 และเมืองนี้ปรากฎในภาพยนตร์เรื่อง The Great Escape อันโด่งดังที่พระเอกสตีฟ แมคควีน ขี่มอเตอร์ไซด์ไปทั่วเมืองนี้ด้วย เมืองสุดท้ายบนถนนสายโรแมนติก เคยมีความรุ่งเรืองใน อดีตตั้งแต่ยุคโรมัน ที่ใช้เมืองนี้เป็นจุดแวะพักขนถ่ายสินค้าและซื้อขายเกลือมาแต่โบราณ ชมเมืองที่แสนจะน่ารัก มีร้านอาหาร, โรงแรมที่พักตลอดจนร้านขายของที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว    

18.30 น.       บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

นำท่านเข้าสู่ที่พัก Luidpolpark Hotel  หรือเทียบเท่า

 

วันที่ห้าของการเดินทาง (5)                       ฟุสเซ่น – ชวานสเกา - สไตน์กาเดน - ลินเดา - เฟรดดริคฮาฟเฟ่น

07.30 น.       บริการอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นำท่านเดินทางสู่ หมู่บ้านชวานสเกา (Schwangau Village) (ระยะทาง 4 กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 นาที) อันเป็นที่ตั้งของปราสาทอันมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด อันได้แก่ ปราสาทนอยชวานสไตน์ (Neuschwanstein  Castle) สร้างในสมัยพระเจ้าลุควิคที่ 2 แห่งบาวาเรีย (Bavaria)ในช่วง ค.ศ. 1845 – 1886 เป็นปราสาทที่ได้รับการยกย่องว่ามีความงดงามมากที่สุดอีกแห่งหนึ่งในโลก จนได้กลายมาเป็นต้นแบบในการสร้างปราสาทเทพนิยายเจ้าหญิงนิทราที่ สวนสนุกดิสนีย์แลนด์ และโตเกียวดิสนีย์แลนด์ รวมถึงแดนเนรมิตของบ้านเราด้วย  ให้ท่านได้มีเวลาเก็บภาพของ 2 ปราสาทที่งดงาม คือ ปราสาทนอยชวานสไตน์(Neuschwanstein Castle) และ ปราสาทโฮเฮนชวานสเกา (HohensSchwangau)

นำท่านเข้า  ชมภายในตัวปราสาทนอยชวานสไตน์ (Neuschwanstein Castle)ที่ได้รับการตกแต่งอย่างงดงามวิจิตรตระการตาด้วยภาพเขียนเกี่ยวกับเรื่องราวอุปการ และ ห้องทรงงาน (Throne Hall), ห้องบรรทม (Bedroom) รวมไปถึงห้องโถงใหญ่  (Lower Hall) ที่หาคำบรรยายใดมาเปรียบไม่ได้ หากคุณไม่ได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง

12.00 น.       บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

สมควรแก่เวลา นำท่านเดินทางสู่ เมืองสไตน์กาเดน (Steingaden)(ระยะทาง 18 กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที) เพื่อนำท่านชมโบสถ์สไตล์ร็อคโคโคที่การันตีความงดงาม และยกย่องให้เป็นมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก

 นำท่าน เข้าชมโบสถ์วีสเกอเชอ  (Wieskirche)โบสถ์เล็กๆท่ามกลางธรรมชาติที่ภายในโบสถ์ได้รับการตกแต่งไว้อย่างสวยงามอลังการในสไตล์ร็อคโคโค (Rococo) ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ด้วยบรรดารูปปั้นนักบุญ เหล่าบรรดานางฟ้า รวมถึงภาพวาดบนผนัง และบนเพดานที่สวยงามราวหลงอยู่ในสวรรค์วิมานเลยทีเดียว โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นช่วงปลายปี 1740 จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองลินเดา (Lindau)(ระยะทาง 112 กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที) เมืองเก่าสไตล์บาวาเรียน เมืองที่มีลักษณะเป็นเกาะ โดยมีทะเลสาบคอนสแตนซ์โอบล้อมเอาไว้ อีกทั้งฉากหลังของเมืองมีเทือกเขาแอลป์ ทําให้มีทัศนียภาพอันงดงาม เป็นอีกหนึ่งเมืองที่สวยงามเป็นอันดับต้นๆ ของเยอรมนี เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของสถานที่ท่องเที่ยว ผู้คนที่มีสีสนและมีชีวิตชีวา

นําท่าน ชมเมืองลินเดาน์ เดินเล่นตามถนนแมกซิมิเลียน ชมบ้านเรือนที่งดงามมากมาย ถ่ายภาพกับศาลาว่าการเมืองเก่า Alte Rathaus (Old Town Hall) ที่สร้างเสร็จในปีค.ศ. 1436 ที่เป็นตัวอย่างที่ดีของสถาปัตยกรรมในแถบหุบเขาไรน์ของเทือกเขาแอลป์ (Alpine Rhine Valley) ที่ผสมผสานกันระหว่างศิลปะสไตล์กอธิค และเรอเนสซองส์ที่งดงาม

จากนั้นนำท่านเดินทางต่อสู่ เมืองเฟรดดริคฮาฟเฟ่น (Friedrichshafen) (ระยะทาง 20 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที) เมืองสวยริมทะเลสาบคอนสแตนซ (Lake Constance) หรือทะเลสาบโบเดน (Bodensee) ทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับที่สามของยุโรป โดยทะเลสาบตั้งบนความสูงที่ 400 เมตรเหนือระดับนํ้าทะเลปานกลาง มีขนาดประมาณ 539 ตารางกิโลเมตร เป็นจุดบรรจบกันของประเทศเยอรมนี ออสเตรีย และสวิตเซอร์แลนด์

19.00 น.       บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

นำท่านเข้าสู่ที่พัก City Krone Hotel  หรือเทียบเท่า

 

วันที่หกของการเดินทาง (6)                     เฟรดดริคฮาฟเฟ่น – ทิทิเซ่ - อองกีเชม (ฝรั่งเศส) - กอลมาร์

07.00 น.       บริการอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารของโรงแรม  

 นำท่านเดินทางสู่บริเวณที่เรียกว่า ป่าดำ (Black Forest)เป็นป่าสนขนาดใหญ่ที่ขึ้นกันหนาทึบเป็นแนวเขาสุดลูกหูลูกตา โดยป่าแห่งนี้ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศเยอรมนีมีพรมแดนติดกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และด้วยความใหญ่โตบวกกับความลึกลับนี่เองที่ทำให้ได้รับการขนานนามว่า ป่าดำ (Black Forest)  จนกระทั่งถึงเมือง เมืองทิทิเซ่ (Titisee)(ระยะทาง 126 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง) เมืองตากอากาศขนาดเล็ก โอบล้อมด้วยขุนเขา ตั้งอยู่ในเขตของป่าดำ (Black Forest)ที่ปกคลุมไปด้วยป่าสนยืนต้นนับหมื่นไร่ของประเทศเยอรมนี จุดเด่นของที่นี่ คือ ทะเลสาบทิทิเซ่ (Titisee Lake) สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่ติดอันดับความสวยงามในยุโรป ซึ่งนักท่องเที่ยวจะรู้สึกได้ถึงความเงียบสงบ พร้อมกับได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ท่านยังสามารถเลือกซื้อ นาฬิกาคุกคู สินค้าขึ้นชื่อของที่นี่ ที่มีแบบแปลกๆ ใหม่ๆ มากมาย

12.00 น.       อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

นำท่านเดินทางเข้าสู่ แคว้นอัลซาส (Alsace)อีกหนึ่งแคว้นของฝรั่งเศส ที่หลายคนต่างร่ำลือกันว่า  เป็นแคว้นที่ยังคงรักษาวัฒนธรรม และประเพณีท้องถิ่นเอาไว้เป็นอย่างดี ดินแดนที่ยังคงอนุรักษ์วิถีชีวิต และความเป็นอยู่แบบเก่า รวมไปถึงเหล่าอาคารบ้านเรือนที่ยังคงเป็นสถาปัตยกรรมท้องถิ่น ที่มีความ สวยงามไม่เปลี่ยนแปลง ลัดเลาะผ่านเมืองเล็กเมืองน้อยที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามตามแบบฉบับอัลซาสแท้ๆ และขึ้นชื่อในการผลิตไวน์จากองุ่นพันธุ์ Riesling (รีสลิ่ง) หนึ่งในสุดยอดองุ่นที่นำมาผลิตไวน์ขาว นำท่านเดินทางสู่ หมู่บ้านอองกีเชม (Eguisheim)(ระยะทาง 89 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที) หมู่บ้านที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “อีกหนึ่งหมู่บ้านที่สวยที่สุดของฝรั่งเศส” รวมทั้งเป็นหนึ่งในเส้นทางการชิมไวน์ทางตะวันออกของประเทศ อีกทั้งยังเป็นหมู่บ้านที่ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของแคว้นอัลซาสอีกด้วย เดินทางถึง หมู่บ้านอองกีเชม นำท่านเดินชมความงดงามไปตามถนนก้อนกรวดอันคดเคี้ยวของหมู่บ้าน ตื่นตาไปกับความงดงามของเหล่าอาคารบ้านเรือนที่ยังคงกลิ่นอายความเป็นยุคกลางไว้เป็นอย่างดีชมความเก่าแก่ของอาคารไม้โบราณที่แต่งแต้มด้วยสีสันสีสดใส และเดินลัดเลาะไปชมหมู่ดอกไม้หลากสีสันที่ออกดอกชูช่อตามระเบียงบ้าน ราวกับจะเชื้อเชิญแขกต่างถิ่นให้เข้าไปชื่นชมความงดงาม และชมลานน้ำพุที่สร้างในแบบเรเนสซองส์ อีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวที่หลายคนอาจบ่นเสียดาย ถ้าหากไม่ได้ไปเยือน

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมืองกอลมาร์ (Colmar)(ระยะทาง 8 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที)  เมืองเล็กๆอันเป็นเมืองบ้านเกิดของจิตรกร และช่างแกะพิมพ์มาร์ติน โชนเกาเออร์ และประติมากรเฟรเดริก โอกุสต์ บาร์ตอลดี ผู้ออกแบบอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ เป็นเมืองที่มีความโรแมนติก เมืองหนึ่งของฝรั่งเศส และเป็นสถานที่ที่คู่รักมักจะให้คำสัญญาในความรักระหว่างกันและกันด้วยบรรยากาศที่สวยงามสถาปัตยกรรมของอาคารบ้านเรือนเก่าแก่จึงทำให้เมืองกอลมาร์เป็นอีกหนึ่งในสถานที่โรแมนติกในฝันของใครอีกหลายคน นำท่าน ชมเมืองกอลมาร์ ดินแดนแห่งความงาม ที่มีตึกรามบ้านช่องสวยงามมีจุดเด่นอยู่ที่ความงามของดอกไม้ ที่มีอยู่ทั่วเมือง จัดเป็นอีกเมืองที่ถูกจัดให้เป็นเมืองที่มีความโรแมนติกจนได้รับการขนานนามว่า “ลิตเติ้ลเวนิซ” ปัจจุบันเมืองเก่าแก่แห่งนี้ได้กลายเป็นเมืองที่น่ามาเยือนเป็นอันดับต้นๆของประเทศฝรั่งเศส เป็นเมืองที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมและบรรยากาศของเมืองโบราณ มีบ้านเรือนที่สวยงาม และได้รับการดูแลรักษาไว้เป็นอย่างดี บ้านเรือนแบบนี้ เรียกว่า Colombage (ฝรั่งเศส) หรือ Fachwerkhaus (เยอรมัน)

19.00 น.       บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

นำท่านเข้าสู่ที่พัก Mercure Hotel  หรือเทียบเท่า

 

วันที่เจ็ดของการเดินทาง (7)                      กอลมาร์ – ริควีร์ – ริโบวิลล์  - สตราสบูร์ก

07.00 น.       บริการอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารของโรงแรม    

เช้านี้ นำท่านเดินทางสู่ หมู่บ้านริควีร์ (Riquewihr)(ระยะทาง 16 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที) เป็นหมู่บ้านเล็กๆในชนบทตั้งอยู่บนเส้นทางไวน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในแคว้นอัลซาส และเป็นหมู่บ้านที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส (Les plus beaux villages de France)  และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอีกด้วย  ลักษณะบ้านเรือนคล้ายๆกับกอลมาร์ แต่บรรยากาศภายในหมู่บ้านจะคล้ายกับเดินเข้าไปเหมือนหลงอยู่ในเมืองแห่งเทพนิยาย เนื่องจากบ้านเกือบทุกหลังจะตกแต่ง และประดับประดาด้วยดอกไม้ ตุ๊กตาหรือของชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่น่ารักๆเต็มไปหมด นำท่านเดินเล่นชมเมือง ท่านจะได้พบกับบ้านเรือนที่มีสีสันสวยงามล้อมรอบไปด้วยไร่องุ่น มีตรอกซอกซอยร้านค้า ร้านไวน์ ร้านกาแฟ ให้ท่านได้เลือกนั่งจิบไวน์ หรือ กาแฟ หรือท่านจะเลือกซื้อไวน์ที่มีชื่อเสียง อิสระท่านเดินเล่นถ่ายรูปตามอัธยาศัย

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองริโบวิลล์ (Ribeauville)(ระยะทาง 5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 นาที) เป็นหมู่บ้านเล็กๆที่รายล้อมไปด้วยหมู่อาคารสมัยยุคกลาง และยุคเรอเนสซองซ์ที่งดงามราวกับภาพวาดที่น้อยคนนักจะมีโอกาสได้มาเยือน อิสระให้ท่านเดินเล่น และถ่ายภาพความงดงามตามอัธยาศัย นำท่าน ลิ้มลองชิมไวน์รสเลิศของแคว้น และซื้อเป็นของฝากคนทางบ้านตามอัธยาศัย

13.00 น.       บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

นำคณะเดินทางสู่เมืองสตราสบูร์ก (Strasbourg) (ระยะทาง 66 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง) เมืองที่สำคัญที่สุดอีกเมืองของฝรั่งเศส (France)  ตั้งอยู่ริมแม่น้ำไรน์  (Rhine River) ติดชายแดนเยอรมัน(Germany) มีบทบาทเป็นเมืองศูนย์กลางของสภาแห่งยุโรปที่มีการประชุมถกเถียงกันอาทิตย์ละ 2 ครั้ง เป็นเมืองหลวง ของ แคว้นอัลซาส (Alsace)    เมืองศูนย์กลางของยุโรปในด้านการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างยุโรปเหนือและชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน  (Mediterranean Sea) เป็นที่ที่เพลงชาติฝรั่งเศสถือกำเนิดขึ้น มีการช่วงชิงผลัดกันยึดปกครองระหว่าง เยอรมัน (Germany)  และฝรั่งเศส (France) ตลอดเวลา สุดท้ายต้องตกไปอยู่ในอาณัติของฝรั่งเศส (France)  หลังจากที่เยอรมัน(Germany)แพ้ สงครามโลกครั้งที่ 1 จำต้องลงนามยกให้ฝรั่งเศส (France) เมืองนี้จึงเปรียบเสมือนมี 2 วัฒนธรรม  นำท่านผ่านชม มหาวิหารโน้ตร์ ดาม แห่งกรุงสตราสบูร์ก  (Notre Dame of Strasbourg Cathedral)  จากนั้นอิสระท่านเดินชมเมืองย่านเมืองเก่า ที่เรียกว่า เปอตีต-ฟรองซ์  (La Petite France) เขตที่สวยงามและปราศจากการจราจร เป็นศูนย์รวมของบ้านเมืองเก่าแก่ ที่ได้รับการดูแลเอาไว้เป็นอย่างดี

19.00 น.       บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

นำท่านเข้าสู่ที่พักNovotelHotel  หรือเทียบเท่า

 

วันที่แปดของการเดินทาง (8)                    สตราสบูร์ก – เฮชินเกน (เยอรมัน) - ไฮเดลเบิร์ก

07.00 น.         บริการอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

เช้านี้ นำท่านข้ามพรหมแดนเข้าสู่ ประเทศเยอรมัน (Germany)สู่เมืองเฮชินเกน (Hechingen) (ระยะทาง 122 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที)  นำท่านเข้าชม  ปราสาทโฮเฮนโซลเลิร์น (Hohenzollern Castle)ปราสาทในยุคกลางที่สวยเป็นอันดับต้น ๆ ของ ประเทศเยอรมนี (Germany) บางคนถึงกับบอกว่าสวยเป็นอันดับหนึ่งเพราะตั้งอยู่บนยอดเขา มีท้องฟ้าเป็นฉากหลังจึงมองเห็นได้เด่นชัดกว่าปราสาทอื่น ๆ ปราสาทสไตล์นีโอโกธิกหลังนี้เป็น สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของ รัฐบาเดน -วูร์ตเทมแบร์ก (Baden-Wurttemberg) รัฐที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ โดยปราสาทแห่งนี้เป็นที่พำนักอันแสนโอ่อ่าของราชวงศ์ปรัสเซีย ทว่าถูกทำลายในปี ค.ศ.1423 และสร้างขึ้นใหม่ถึงสองครั้ง โดยรูปแบบปัจจุบันเป็นผลงานจากสมัยศตวรรษที่ 19 ตอนปลาย ปัจจุบันปราสาทแห่งนี้มีผู้คนไปเยี่ยมชมมากกว่า 300,000 คนต่อปี นั่นจึงทำให้เป็นหนึ่งในปราสาทที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในประเทศเยอรมนี (Germany) อีกด้วย

12.30 น.       บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

หลังอาหาร นำท่านเดินทางนำท่านเดินทางสู่เมืองไฮเดลเบิร์ก (Heidelberg) (ระยะทาง 190 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที) เป็นเมืองที่สุดแสนโรแมนติก ตั้งอยู่บริเวณฝั่ง แม่น้ำเน็กคาร์ (Neckar River) อดีตเมืองศูนย์กลางการศึกษาที่สำคัญของเยอรมันเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเยอรมัน ด้วยความสวยงามของเมืองนี้ทำให้มีนักท่องเที่ยวนับล้านคนในแต่ละปีต้องมาเยือนเมืองแห่งนี้แล้ว 

19.30 น.       บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

นำท่านเข้าสู่ที่พัก Leonado Hotel หรือเทียบเท่า

 

วันที่เก้าของการเดินทาง (9)                       ไฮเดลเบิร์ก – มิลเท่นเบิร์ก – แฟรงค์เฟิร์ต

07.00 น.        บริการอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

เช้านี้ นำท่านผ่านชมย่านการค้าและแหล่งรวมของนักศึกษานานาชาติ ชมปราสาทไฮเดลเบิร์ก (Heidelberg Castle)ปราสาทเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงทางด้านการ ท่องเที่ยวมากที่สุดของเมือง โดยปราสาทถูกสร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1300 ในสไตล์โกธิค & เรอเนสซองซ์ ปราสาทตั้งอยู่บนเนินเขาและโดยรอบมีป่าละเมาะแสนสวยให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นได้บริเวณปาร์คของปราสาท

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่  เมืองมิลเท่นเบิร์ก (Miltenberg)(ระยะทาง 78 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที)ฉายาเมืองไข่มุกแห่งแม่น้ำไมนซ์ เมืองที่เป็นหนึ่งในเส้นทางการค้าสำคัญของเยอรมนีมาตั้งแต่อดีตแห่งนี้ตั้งอยู่บนที่ราบแคบๆ ระหว่างเชิงเขา Odenwald กับแม่น้ำชื่อเดียวกับเมือง ภายในเขตเมืองขึ้นชื่อเรื่องบ้านเรือนยุคกลางที่ยังคงรักษาไว้อย่างสมบูรณ์ เรียงรายไปด้วยบ้านครึ่งไม้ Half-timbered แต่ละหลังตกแต่งสวยงามสีสันสวยสดใส ที่ถูกรักษาไว้อย่างดี รอดพ้นจากสงครามต่างๆมาได้ ให้ท่านได้เดินเล่นชมเมืองนั่งจิบกาแฟและทานเค้กแสนอร่อย หรือ เลือกซื้อของฝากตามอัธยาศัย

 12.00 น.       บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

สมควรแก่เวลา นำท่านเดินทางเข้าสู่ เมืองแฟรงค์เฟิร์ต (Frankfurt)  (ระยะทาง 74 กิโลเมตร ใช้เวลาการเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง) เมืองที่ได้รับการพัฒนาจนกลายมาเป็นชั้นแนวหน้าเมืองนานาชาติ เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งเป็นเสมือนเส้นตัดกันของถนน รถไฟ และเครื่องบินที่สำคัญๆ เป็นที่ตั้งของโลกทางด้านเศรษฐกิจ ตึกสูงระฟ้าที่มีธนาคารต่างชาติ และสถาบันการเงินต่างๆตั้งอยู่ อาทิ ธนาคารบุนเดส สถาบันตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศเยอรมนี รวมไปถึงสถาบันทางการเงินมากมาย หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว  นำท่าน ชมเมืองแฟรงค์เฟิร์ท บริเวณจัตุรัสรือเมอร์ (Romerberg) ย่านใจกลางเมืองเก่าอันเป็นที่ตั้งของศาลาว่าการเมือง (The Romer) ศิลปะแบบโกธิคที่ได้รับการก่อสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1405 ตรงกันข้ามกับศาลาว่าการเมือง ท่านจะพบกับอาคารกึ่งไม้ซุงอันงดงามแบบฟาคแวร์กเฮ้าส์ที่เรียกว่า ออสไซเล่อ (Ostzeile)ที่ได้รับการก่อสร้างขึ้นมาใหม่โดยสามารถรักษารายละเอียดของอาคารดั้งเดิมที่เคยถูกทำลายหมดสิ้นเมื่อสมัยสงคารมโลกครั้งที่สองได้ทุกรายละเอียด

ถ่ายภาพความสวยงามของน้ำพุแห่งความยุติธรรม (Gerechtigkeitsbrunnen)ที่ตั้งเด่นเป็นตระหง่านอยู่กลางลาน นำท่าน ผ่านชมโบส์ถเซนต์พอล และวิหารใหญ่ประจำเมือง อิสระให้ท่านช้อปปิ้งสินค้าหลากหลายบริเวณถนนสายช้อปปิ้ง ย่านถนนซายล์ (Zeil)ถนนสายช้อปปิ้งที่ยาวที่สุดของประเทศเยอรมนีที่เต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆมากมาย

สมควรแก่เวลา นำท่านเดินทางสู่ ท่าอากาศยานนานาชาติแฟรงค์เฟิร์ต (Flughafen Frankfurt Am Main International) (ระยะทาง 78 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง)เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับ กรุงเทพฯ(Bangkok)และ มีเวลาให้ท่านเลือกซื้อสิ้นค้าปลอดภาษี รวมถึงการขอภาษีคืน

20.55 น.       ออกเดินทางกลับสู่ กรุงเทพฯ (Bangkok) โดยเที่ยวบินที่ TG 923 (ใช้เวลาในการเดินทาง 10 ชั่วโมง 40 นาที)

 

วันที่สิบของการเดินทาง (10)                     กรุงเทพฯ

13.35 น.            คณะเดินทางถึง สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ (Suvarnabhumi International Airport)  กรุงเทพฯ (Bangkok)โดยสวัสดิภาพ

฿99,900
จำนวน:
Visitors: 117,993