ทัวร์ ดีที่สุดของ อิตาลี โดโลไมท์ 12 วัน บิน TG

 

ทัวร์ ดีที่สุดของ อิตาลี โดโลไมท์ 12 วัน สายการบินไทย TG

 

เดินทาง เทศกาลสงกรานต์ 5 - 16 เมษายน 2563 เหลือ 8 ที่สุดท้าย !!

ราคาท่านละ 119,900 บาท

 

** โปรโมชั่น จองและมัดจำ ภายใน 29 กุมภาพันธุ์ นี้ลดทันที ท่านละ 2,000 บาท **

(ราคารวมทุกอย่างแล้ว ทั้งค่าวีซ่า ค่าทิปคนขับรถ ทิปไกด์ท้องถิ่น และ อาหารทุกมื้อ)

 


สอบถามโทร 02-538-3585    Line ID : @tdtravel 

  

เส้นทางนี้เลือกเมืองสวย และ ไฮไลท์ สำคัญที่ไม่ควรพลาดของประเทศอิตาลี เหนือ จรดใต้


พิเศษ !! พักบน เกาะคาปรี 1 คืน และ พักบน เกาะเวนิช 1 คืน พักโดโลไมท์ 2 คืน

 

- บินตรงเข้ากรุงโรม - ออกกรุงมิลาน โดยสายการบินไทย TG สะสมไมล์ รอยอล ออคิต พลัส
- เที่ยว
นครรัฐวาติกัน เข้าชมพิพิธภัณฑ์วาติกันที่รวบรวมศิลปะที่หาชมได้ยากยิ่ง
- เที่ยว กรุงโรม กับสถานที่ไม่ควรพลาด โคลอสเซี่ยม น้ำพุเทรวี่ บันไดเสปน
- ชมนครปอมเปอี ดินแดนโบราณที่สาบสูญจากเถ้าถ่านภูเขาไฟ
- ชม เกาะคารี สวรรค์แห่งที่พักตากอากาศของเหล่าคนดัง พร้อมบรรยาศสุดโรแมนติก
- ล่องเรือชม ถ้ำบลูกร๊อตโต้ ถ้ำสีน้ำเงินสุดมหัศจรรย์

- เที่ยวเส้นทางชายฝั่งอิตาลีใต้ที่แสนโด่งดัง เส้นทางสายอมาลฟี่ หนึ่งในเส้นทางที่สวยที่สุดในโลก
- เดินเล่นเมืองนาโปลี แวะถ่ายรูปกับปราสาทนูโวอันยิ่งใหญ่
- เดินเล่นเมืองฟลอเรนซ์ เมืองหลวงของแคว้นทัศคานีที่ว่ากันว่าสวยงามที่สุดในอิตาลี
- ชมหอเอนปิซ่า 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่รู้จักจากการทดลองเรื่องแรงโน้มถ่วง
- ชมหมู่บ้าน ซิงเกว เตรเล่ หมู่บ้านริมทะเลที่สวยที่สุดในโลก
- เที่ยว เมืองเวนิส เมืองแห่งสวยน้ำ มนต์เสน่ห์ ของ อิตาลี
- เที่ยวอุทยานแห่งชาติ โดโลไมท์ ชมสถานที่ที่ไม่ควรพลาดเช่น ทะเลสาบมิซูริน่า ทะเลสาบเบรียส เนินเขา Alp di Suisi หมู่บ้าน Val di funes
- เดินเล่น เมืองซีร์มีโอเน่ เมืองน้อยแสนน่ารักที่เป็นเกาะเล็กๆล้อมรอบไปด้วยทะเลสาบ

- ช๊อปปิ้ง กรุงมิลาน เมืองหลวงทางแฟชั่นของโลก

 
แผนที่เส้นทางการเดินทาง


 
 
รายละเอียดโปรแกรม

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน 2563 (1)                     กรุงเทพฯ

22.00 น.       คณะพร้อมกัน ณ สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารโดยสาร ชั้น 4 ประตู 3แถว D เคาน์เตอร์ สายการบินไทย อินเตอร์พบเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ คอยให้การต้อนรับและคอยอํานวยความสะดวกในเรื่องสัมภาระและการเช็คอิน

 

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน 2563 (2)                      กรุงเทพฯ – โรม (อิตาลี) - รัฐวาติกัน

00.01 น.         ออกเดินทางสู่ กรุงโรม (Rome)โดยเที่ยวบินที่  TG 944(ใช้เวลาในการเดินทาง  11  ชั่วโมง  54 นาที)

05.55 น.         ถึงท่าอากาศนานาชาติฟูมิชิโน่ (Fiumicino International Airport)กรุงโรม (Rome)ประเทศอิตาลี (Italy)

                   (เวลาท้องถิ่นช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง)  หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรแล้ว รถโค้ชปรับอากาศนำลูกค้า ทุกท่านออกเดินทางสู่ รัฐวาติกัน(Vatican)(ระยะทาง 10 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที) รัฐอิสระที่เล็กที่สุดในโลกแต่มีฐานะเท่าเทียมกับประเทศใหญ่ๆอื่นๆด้วยความสำคัญทางบทบาทในเชิงศาสนาและการทูตที่ศาสนจักรยังคงดำรงความศรัทธาไว้อย่างมั่นคงจนถึงปัจจุบัน นำท่านเข้าชมพิพิธภัณฑ์วาติกัน (Vatican Museum)ซึ่งเป็นที่รวบรวมผลงานทางศิลปะที่หาชมได้ยาก นอกจากนี้ยังมีห้อง แสดงศิลปะการตกแต่งฝาผนังรูปสลักแบบคลาสสิค และงานของนักวาดภาพคนสำคัญๆ ของอิตาลีในสมัยกลาง และสมัยเรอเนสซองส์ อาทิ จ็อตโต (Giotto), ฟรา แองเจลิโก (Fra Angelico), ฟิลิปโป ลิปปี (Filippo Lippi) และโบสถ์ซิสทีน (Sistine Chapel) ซึ่งเป็นผลงานของไมเคิลแองเจโลที่วาดภาพเขียนสีเฟรสโก้ที่โด่งดังที่สุดของโลกคือ The Last Judgement จากนั้นนำท่านเข้าชมมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (St.Peter’s Basilica) ชมประติมากรรมอันลือชื่อ ปิเอต้า (Pieta) ของไมเคิล แองเจลโล่และชมแท่นบูชาบัลแดคคิโน (St. Peter's Baldachin) เป็นซุ้มสำริดที่สร้างโดยจานโลเรนโซ แบร์นินี ซึ่งสร้างตรงบริเวณที่เชื่อกันว่าเป็นที่ฝังพระศพของนักบุญปีเตอร์ สามารถจุคนได้กว่า 60,000 คน เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดที่หนึ่งของคริสตชนนิกายโรมันคาทอลิก

12.00 น.       อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

                   หลังอาหารกลางวัน นำท่านเดินทางเข้าสู่ กรุงโรม(Rome)เมืองหลวงของประเทศอิตาลี (Italy) มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1870 (พ.ศ.2413) ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขา 7 ลูก ตามตำนานเล่าว่า มีทารกฝาแฝดสองคนชื่อรอมิวลุส (Romulus) และ เรมุส(Remus)ถูกทิ้งไว้ริมแม่น้ำไทเบอร์ ทั้งสองเติบโตขึ้นมาจากการเลี้ยงดูของสุนัขจิ้งจอก ต่อมารอมิวลุสฆ่าเรมุส ตายเพราะล้ำเส้นเขตหมู่บ้านของตน ซึ่งหมู่บ้านของรอมิวลุสต่อมาก็คือ กรุงโรม (Rome)นั่นเองนำท่านผ่านชม กลุ่มโรมันฟอรัม (Roman Forum) อดีตศูนย์กลางทางด้านการเมือง ศาสนา และเศรษฐกิจของอาณาจักรโรมัน ที่สะท้อนให้เห็นความเจริญรุ่งเรืองของอารยะธรรมโรมันในช่วง 2,000 ปีที่ผ่านมา ชมความยิ่งใหญ่ในอดีตและเก็บภาพสวยบริเวณรอบนอกของโคลอสเซี่ยม (Colosseum)สนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม และ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคประวัติศาสตร์ ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกของชาวโรมันโบราณ เด่นในแง่สถาปัตยกรรม สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 50,000 คน มีการออกแบบอย่างชาญฉลาดโดยสร้างให้สนามกีฬามี ลักษณะเป็นรูปวงรี เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเข้าใกล้นักกีฬา และมีการออกแบบทางระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังในสนามขณะเกิดฝนตก ถือเป็นต้นแบบของสนามกีฬาต่างๆในปัจจุบัน เชิญชมความยิ่งใหญ่ในอดีตของจักรวรรดิโรมันโบราณ ที่มีอายุกว่า 2,500 ปีมาแล้ว

                   ชม ประตูชัย (Archof Constantine) สัญลักษณ์แห่งชัยชนะและที่มาของ “ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม” ถือว่าเป็นมรดกสำคัญของประเทศอิตาลีอีกที่หนึ่ง ตั้งอยู่ระหว่าง โคลอสเซียม และพาลาตินฮิลล์ ประตูชัยคอนสแตนตินนั้นสร้างขึ้น ในวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ.312 เพื่อฉลองชัยชนะของจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 ที่มีชัยชนะเหนือ Maxentius ในสงคราม Battle of Milvian Bridge ซึ่งประตูนี้ถือได้ว่าเป็นต้นแบบของประตูชัยอื่นๆ เช่น ประตูชัยฝรั่งเศส เป็นต้น ต่อด้วยการชม น้ำพุเทรวี่ (Trevi Fountain) น้ำพุที่เชื่อกันว่า ถ้าใครมาถึงอิตาลี (Italy) แล้ว ต้องมาทำการอธิฐาน แล้วหันหลังโยนเหรียญลงไป ซึ่งวิธีการโยนเหรียญ เค้าว่ากันว่าถ้าจะให้เห็นผล ต้องหันหลังให้น้ำพุ แล้วโยนเหรียญด้วยมือขวา ผ่านไปทางด้านไหล่ด้านซ้าย แค่นี้คำอธิฐานของท่านก็จะเป็นจริง แล้วที่สำคัญ เขาว่ากันว่า “เราจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้งหนึ่ง” จะจริงเท็จประการใดไม่อาจทราบได้ อาจเป็นแค่มุขอยากได้เงินบริจาค ให้นักท่องเที่ยวช่วยกันโยนเหรียญลงไปก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามขอให้คำอธิฐานของท่านเป็นจริงขึ้นมาในเร็ววัน  จาก น้ำพุเทรวี่  (Trevi Fountain)  นำท่านเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยเล็ก ๆ เพื่อหลบกระแสนักท่องเที่ยวตามถนน บางภาพบางมุม ก็มีวิถีชีวิตชาวบ้านให้เห็นอยู่บ้าง เดินมาไม่นานก็มา เจอ บันไดเสปน (Spanish Step) สถานที่นัดพบของคนหนุ่มสาว มาเดททันที่นี่ คล้าย ๆ บันไดสยามเซนเตอร์บ้านเราสมัยก่อน แต่ที่นี่เป็นที่รวมสินค้า Brand name  แทบทุกชนิด มองเข้าไปในซอยก็คือร้านขาย Gucci , Louise Vitton , Dior เป็นต้น อิสระท่านสำรวจราคาสินค้าเป็นออเดิร์ฟก่อน

19.00 น.       อาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

พักค้างคืน ณ Barcelo Aran Mantegna Hotel หรือเทียบเท่า

 

วันอังคารที่ 7 เมษายน 2563 (3)                       โรม – ปอมเปอี – เกาะคาปรี   

07.00 น.       อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

เช้านี้นำท่านเดินทางสู่ เมืองปอมเปอี (Pompei)(242 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง) เมื่อเดินทางมาถึงท่านจะเห็นภูเขาไฟวิสุเวียส (Vesuvius Volcano)ก่อนเลย ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่พ่นลาวามาทับถมสองเมืองคือ เมืองปอมเปอี (Pompei)กับ เมืองเฮอร์คิวลานุม (Herculaneum)และได้กลืนกินเมืองทั้งเมืองอยู่ใต้เถ้าถ่านที่ประทุออกมา เวลาผ่านไปพันปี เมืองนี้ก็กลายเป็นตำนานที่ลางเลือนจนกระทั่งมีคนที่ขุดพบโดยบังเอิญเมื่อประมาณสองร้อยปีก่อน จึงทำการขุดเมืองทั้งเมืองขึ้นมา นำท่านเข้าชม โบราณสถานปอมเปอี(Archeological – Site Pompei) ชมสภาพของเมืองที่ขุดค้นขึ้นมาได้ภายในกำแพงที่โอบล้อมตัวเมืองชมเขตใจกลางเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งของวิหาร, สำนักงานราชการตลาด, ร้านค้า, โรงละคร, สนามกีฬา,บ้านเรือนและโรงอาบน้ำสาธารณะของโรมัน

12.30 น.       อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

จากนั้น นำคณะเดินทางสู่ท่าเรือเพื่อลงเรือไปยัง เกาะคาปรี (Capri Island) เกาะเล็กๆแห่งหนึ่งที่ประเทศอิตาลี (Italy) เป็นสถานที่พักตากอากาศทางทะเลที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่ง เมื่อมาถึงท่าเรือก็นั่งเรือข้ามฝากสู่ เกาะคาปรี (Capri Island)พาท่านไปขึ้นเรือขนาดกลางเพื่อเข้าสู่ ถ้ำบลูกร๊อตโต้ (Blue Grotto) นั่งไปชมวิวไปประมาณสักราวๆ ยี่สิบถึงสามสิบนาทีหลังจากนั้นเมื่อไปถึงหน้าถ้ำเราก็เปลี่ยนเป็นเรือขนาดเล็กอีกทีนั่งได้ประมาณลำละ 4 - 5 คนเข้าไปข้างใน ตรงปากถ้ำ ต้องนอนราบลงไปกับเรือ(แบบหงายหน้า) คนพายเค้าก็จะกะจังหวะ ดึงโซ่ที่โยงไว้ที่ปากถ้ำเพื่อเข้าไปในถ้ำ พอเข้าไปปุ๊บตอนแรกเราจะรู้สึกมืดมิดก่อน (เพราะตายังปรับแสงไม่ได้) แต่สักพักก็จะเห็นสีของน้ำซึ่งเป็นที่มาของชื่อ ถ้ำบลูกร๊อตโต้ (Blue Grotto)เห็นน้ำทะเลเป็นสีฟ้าสะท้อนแสงใต้น้ำเป็นประกายสวยงามมาก

(ทั้งนี้การเข้าชมภายในถ้ำขึ้นอยู่กับสภาพน้ำขึ้น-ลงในแต่ละวัน)

จากนั้นนำท่านนั่ง Cable Car ขึ้นสู่ ชุมชนคาปรี (Capri)ขึ้นไปถึงจะเห็นร้านรวงต่างๆ ขายของที่ระลึกและอื่นๆ (รวมทั้งมีกาแฟ และของอร่อยของ อิตาลี (Italy)ไอศกรีมด้วย) ชื่นชมกับบรรยากาศที่ทำให้ คาปรี (Capri)มีเสน่ห์เป็นที่หลงใหลของนักท่องเที่ยว อิสระให้ท่านเดินเที่ยวชมเมืองที่ประกอบไปด้วยโบสถ์, อาคารโบราณ,โรงแรมน่ารักๆ, ร้านขายของหรูหรา, ร้านอาหารต่างๆ

19.00 น.       อาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร                                                                       

พักค้างคืน ณ Hotel Weber Ambassador หรือเทียบเท่า

 

วันพุธที่ 8 เมษายน 2562 (4)                      คาปรี - ทัวร์เส้นทางสายอมาลฟี่ (Amalfi coast) - นาโปลี   

07.00 น.       อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

เช้านี้ นำท่านกลับเข้าฝั่ง จากนั้น นำท่านลัดเลาะทิวเขาสู่ชายฝั่งทะเลตอนใต้ของอิตาลีที่มีชื่อเสียงโด่งดัง อมาลฟีโคสท์ (Amalfi Coast) เริ่มจาก เมืองซอเรนโต้ (Sorrento) ไปตามหน้าผาสูงชันจนถึงเมืองหลัก 3 เมือง คือ เมืองโพสิตาโน (Positano), อมาลฟี (Amalfi) และราเวลโล (Ravello) เส้นทางเลียบชายฝั่งและเมืองทั้งสามได้รับการอนุรักษ์ให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้ด้วย  เริ่มต้นกันที่  เมืองโพสิตาโน (Positano) (ระยะทาง 15 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที) ตัวเมืองส่วนใหญ่ตั้งอยู่เรียงรายบนผาหินที่เปิดหน้าลงสู่ทะเล เมืองโพสิตาโน (Positano) เดิมเป็นเมืองท่าภายใต้การปกครองของแคว้นอมาฟี มีฐานะร่ำรวยอย่างมากใน ยุคกลาง จุดเริ่มต้นของการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาจาก John Steinbeck เจ้าของรางวัลโนเบลด้านวรรณคดี ได้เผยแพร่เรื่องราวของเมืองใน Harpers Bazaar ในปี 1953 เมืองที่ไร้ซึ่งที่ราบแห่งนี้เต็มไปด้วยบ้านเรือนที่สร้างกันอยู่บนหน้าผาสูงชัน ไล่เรียงกันลงมาเป็นแถบ โพสิตาโนจึงกลายเป็นเมืองทรงเสน่ห์จนได้รับสมญานามว่า "Town of Thousand Postcard" นำท่านถ่ายรูปวิวเมืองโพสิตาโน ณ จุดชมวิว ที่สามารถเก็บวิวเมืองโพสิตาโน ได้แบบเต็มๆ 

จากนั้นเดินทางต่อผ่าน เมืองปราอิอาโน (Praiano) ให้ได้ชมวิวสองข้าง ทางจนเข้าสู่ เมืองอมาลฟี (Amalfi) (ระยะทาง 17 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที) เมืองนี้เคยเป็นเมืองที่มีอำนาจทางทะเล แต่ต่อมาคาดว่าเกิดแผ่นดินถล่มจมหายไปในทะเล เมืองนี้จึงกลายเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ มีประชากรราว 3 พันคน มีมหาวิหารใหญ่ที่สวยงาม

12.00 น.       อาหารกลางวัน  ณ ภัตตาคาร

นำท่านชม เมืองอมาลฟี (Amalfi) จุดหมายปลายทางฝันของเส้นทางสายอมาลฟี่ โคสต์ (Amalfi coast) ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ทำให้ทั้งศิลปิน นักกวี นักเขียน ต่างหลั่งไหลมาเยือนกันเป็นเวลานับศตวรรษมาแล้ว เอกลักษณ์เฉพาะของบ้านเรือนที่ปลูกเรียงลดหลั่นตามหน้าผาสูง เหนือน้ำทะเลอันกว้างใหญ่ สวยงามจนยากพรรณนา นำท่านถ่ายรูปกับ มหาวิหารอะมัลฟี (Amalfi Cathedral) เป็นมหาวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแด่ นักบุญแอนดรูว์ (Saint Andrew) ซึ่งเมื่อมองมาจากบริเวณท่าเรือ จะสามารถมองเห็นหอระฆังที่งดงามของมหาวิหารได้อย่างชัดเจน เป็นมหาวิหารที่ถูกสร้างขึ้นอย่างสวยงามจากโครงสร้างของโบสถ์เดิมที่มีมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 9 และมีการปรับปรุงมาอย่างต่อเนื่อง โดยตัวอาคารได้รับ การตกแต่งในแบบบาโร้คยุคปลาย อิสระให้ท่านเพลิดเพลินเดินเล่นและเก็บภาพความน่าประทับใจในเมืองอันแสนโรแมนติกแห่งนี้

สมควรแก่เวลาออกเดินทางต่อสู่  เมืองราเวลโล (Ravello)  (ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที)  เมืองตากอากาศบนเขาสูง ด้านหน้าเป็นวิวทะเลสวยมากถึงมากที่สุดด้านหลังเป็นวิว ภูเขาสูงเมืองนี้สวยสุดยอดจริง ๆ ตัวเมืองเป็นบ้านเก่าๆ เล็กๆ นำท่านชม โบสถ์ประจำเมือง (Duomo) ที่สวยงาม ซึ่งครั้ง

                   นึงเมืองนี้ เคยเป็นถิ่นพำนักของศิลปินนักประพันธ์เพลงชาวเยอรมันชื่อดัง ริชาร์ด วากเนอร์ สมควรแก่เวลานำท่านเดินทางเข้าสู่ เมืองเนเปิลส์ หรือ นาโปลี (Naples, Napoli)(ระยะทาง 56 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที) เมืองที่มีชีวิตชีวา มีสีสัน มีการผสมผสานศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความทันสมัยจนเป็นเนื้อเดียวกัน โบสถ์เก่าๆ กับบ้านเรือนสมัยใหม่อยู่ปะปนกันไป ไม่สามารถแยกเป็นเขตเมืองเก่ากับเมืองใหม่ได้ แวะถ่ายรูปกับปราสาทคาสเซิลนูโว (Castel Nuovo) ปราสาทยุคกลางที่มีชื่อเสียงของเมืองเนเปิลส์ ตัวปราสาทโดดเด่นด้วยซุ้มประตูทรงกลมสูงตระหง่าน โดยปราสาทถูกสร้างขึ้นในปี 1282 ตัวอาคารถูกสร้างขึ้นด้วยหินทราย ปัจจุบันปราสาทแห่งนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญของสำคัญที่สุดของเมือง และยังเป็นสัญลักษณ์ทางด้านสถาปัตยกรรมของเมืองซึ่งได้รับการขยายหรือปรับปรุงมาหลายครั้งนับตั้งแต่ได้เริ่มสร้าง

19.00 น.       อาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร  

พักค้างคืน ณ Starhotels Terminus หรือเทียบเท่า

 

วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2563 (5)            นาโปลี – ฟลอเรนซ์   

07.00 น.       อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

                   นำท่านออกเดินทางสู่สถานีรถไฟเมืองเนเปิลส์

08.55 น.       ออกเดินทางสู่ เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) โดยรถไฟด่วน Italiarail (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง 6 นาที)

12.01 น.      เดินทางถึงสถานีรถไฟเมืองฟลอเรนซ์

13.00 น.       อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

นำท่านชมเมืองฟลอเรนซ์ (Florence)หรือที่เรียกในภาษาอิตาเลียนว่า ฟิเรนเซ่ (Firenze)เป็นเมืองหลวงของ แคว้นทัสคานี (Tuscany Toscana)เป็นจุดกำเนิดของยุคเรอเนซองส์หรือยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ ก่อนจะแพร่ขยายไปทั่วยุโรป และมีทิวทัศน์ตามธรรมชาติที่สวยงาม นำท่านเข้าสู่บริเวณใจกลางเมืองเก่าของเมืองฟลอเรนซ์ (Florence)ซึ่งเป็นที่ตั้งของจัตุรัสเปียซซ่า เดล ดูโอโม (Piazza Del Duomo) จัตุรัสที่ถือว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเข้าชมมากที่สุดในยุโรป โดยจัตุรัสนั้นตั้งอยู่ในใจกลางของศูนย์กลางประวัติศาสตร์ของ เมืองฟลอเรนซ์(Florence)นำท่านเริ่มต้นชม เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) เริ่มกันที่ มหาวิหารซานตามาเรีย เดล พิโอเร (Santa Maria del Fiore) หรือ ดูโอโม่ (Duomo)  ซึ่งนับเป็นมหาวิหารขนาดมหึมาและงดงามที่สุดแห่งหนึ่ง อายุกว่า 800 ปี โดยใหญ่เป็นอันดับสองของ อิตาลี (Italy)  รองจากมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (St. Peter Cathedral) ที่รัฐวาติกัน (Vatican)

จุดเด่นของมหาวิหารซานตามาเรีย เดล พิโอเร (Santa Maria del Fiore) คือโดมสีส้มขนาดใหญ่ที่ออกแบบโดย ฟิลิปโป บรุนเนลเลสซิ สถาปนิกและศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยนั้น ภายนอกเป็นลวดลายหินอ่อน เพื่อเป็นเกียรติแก่สถาปนิกผู้ออกแบบทางการฟลอเรนซ์ (Florence) จึงห้ามมิ ให้มีการสร้างอาคารใดๆ ที่สูงกว่าโดมแห่งนี้ด้วย  ใกล้ๆ กันเป็นที่ตั้งของ หอระฆัง (Giotto's Campanile)  และ หอรับศีลจุ่ม (Florence Baptistry)

แล้วเดินต่อสู่  จัตุรัสซินญอเรีย (Piazza della Signoria) จัตุรัสรูปตัว L ด้านหน้า คือ  อาคารปาลาสโซ เวชชิโอ (Palazzo Vecchio) หรือ อาคารศาลากลางแห่งเมืองฟลอเรนซ์ นอกจากนี้ยังถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเกี่ยวกับงานศิลปะ จิตรกรรมฝาผนัง รูปปั้น และอื่นๆอีกเป็นจำนวนมาก และบริเวณด้านหน้า ปาลาสโซ เวชชิโอ (Palazzo Vecchio) ยังเป็นที่ตั้งของ น้ำพุเทพเนปจูน (Neptune Fountain) และงานชิ้นสำคัญที่สุดของจัตุรัสแห่งนี้คือ รูปจำลองเดวิด (David) ผลงานชิ้นเอกของไมเคิล แองเจโล  และ สิงโตมาร์ซอคโค (The Marzocco) ของโดนาเตลโล สัญลักษณ์ของ เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) นอกจากนี้ บริเวณ จัตุรัสซินญอเรีย (Piazza della Signoria) ยังประกอบไปด้วย  หอระฆัง (Campanile),  อาคารปะรำพิธีแบบโรมัน (The Loggia dei Lanzi) ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของประติมากรรมชิ้นเอกของศิลปินหลายท่าน เช่น รูปหล่อบรอนซ์เพอร์ซิอุส ถือหัวเมดูซ่า ของ เชลลินี่ เป็นต้น  และกลางลานจตุรัสก็เป็นที่ตั้งของ อนุสาวรีย์คอสสิโม เดอ เมดิซี่ (Cosimo de Medici) ตระกูลที่ให้การสนับสนุนเรื่องงานศิลปะของ เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) จนทำให้ทั้งเมืองเต็มไปด้วยอาคารสถาปัตยกรรมที่งดงาม มีงานประติมากรรมและจิตรกรรมระดับโลกอยู่ทุกหนแห่ง, จากจัตุรัสนี้ไป จะเป็นบริเวณริม แม่น้ำอาร์โน  (Arno River) ผ่านชม พิพิธภัณฑ์ศิลปะอุฟฟิซี (Uffizi Museum) เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เก็บงานจิตรกรรมจากฝีมือศิลปินอิตาเลียนโดยเฉพาะในสกุลช่าง เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) ที่ยิ่งใหญ่และดีที่สุดในโลก ท่านจะพบกับ สะพานเวคคิโอ (Ponte Vecchio) สะพานที่เก่าแก่ที่สุดของ เมืองเลยทีเดียว สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการสัญจรข้าม แม่น้ำอาร์โน (Arno River) สะพานเก่าแก่ แห่งนี้เป็นเพียงสะพานแห่งเดียวในเมืองที่รอดพ้นสงคราม โลกครั้งที่ 2 มาได้ โดยบนสะพานนั้นเป็นที่ตั้งของอาคารร้านค้า ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายงานศิลปะ อัญมณี และของที่ระลึก  จากนั้นอิสระท่านชม เมืองฟลอเรนซ์ (Florence)

สมควรแก่เวลานำท่านออกเดินทางสู่เมืองปีซ่า (Pisa)(ระยะทาง 83 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง)อันเป็นที่ตั้งของ หอเอนแห่งเมืองปิซา (Leaning Tower of Pisa) เป็นสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลก ที่รู้จักกันดีจากการทดลองเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วงโดยนักวิทยาศาสตร์เอกกาลิเลโอ นำท่านเปลี่ยนนั่งรถท้องถิ่นเข้าสู่ หอเอนแห่งเมืองปิซา (Leaning Tower of Pisa) ตั้งอยู่ที่ ใน จัตุรัสเปียซซ่า เดล ดูโอโม (Piazza Del Duomo) ประกอบไปด้วยสิ่งก่อสร้างได้แก่ มหาวิหารปิซ่า (Duomo) หอเอน (Torre) หอศีลจุ่ม (Baptistery) เริ่มสร้างปี ค.ศ.1173 ค.ศ. แล้วเสร็จในปี 1372 ปัจจุบันยูเนสโกประกาศให้เป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรม ในปี ค.ศ. 1987  หอเอนแห่งเมืองปิซา (Leaning Tower of Pisa) หอระฆังของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เป็นหอทรงกระบอก 8 ชั้น สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว สูง 183.3 ฟุต น้ำหนักรวม 14,500 ตันโดยประมาณ มีบันได 296 ขั้น เอียง 3.97 องศา ยอดของหอห่างจากแนวตั้งฉาก 3.9 เมตร ใช้เวลานานถึง 176 ปี ซึ่งเป็นอาคารสิ่งก่อสร้างขนาดเล็กที่ใช้เวลาสร้างนานที่สุดในโลกอีกแห่งหนึ่ง พอสร้างเสร็จฐานก็ทรุดลงไปข้างหนึ่ง ทำให้เอียงออกไปจากเส้นดิ่ง 4 เมตร แต่ที่ไม่ล้มลงมา เพราะแรงที่จุดศูนย์ถ่วงยังไม่ออกนอกฐาน จึงไม่ล้มและยังทรงตัวอยู่ได้ และ หอเอนแห่งเมืองปิซา (Leaning Tower of Pisa) นี้เองที่กาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์ ชาวอิตาเลียน ผู้มีชื่อเสียงของโลก ได้ทดลองความจริง เรื่องน้ำหนักของของที่ตกเป็นผลสำเร็จ อิสระให้ท่านถ่ายภาพเป็นที่ระลึกตามอัธยาศัย

19.30 น.  อาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

พักค้างคืน ณ Hotel Galilei หรือเทียบเท่า             

 

วันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2563 (6)                   ปิซ่า – ลา สเปเซีย - อุทยานแห่งชาติ ซิงเกว เตรเร่ – ปีซ่า

07.00 น.       อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

หลังอาหารเช้านำท่านท่องเที่ยวโซนอุทยานแห่งชาติ ซิงเกว เตรเร่ (Cinque TerreNational Park)เริ่มด้วยการนำท่านออกเดินทางสู่ เมือง ลา สเปเซีย (La Spezia)(ระยะทางประมาณ 77 กิโลเมตร ใช้เวลา เดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง) เมืองในเขตลิกูเรีย (Liguria) ทางตอนเหนือของ อิตาลี (Italy) อยู่ระหว่าง เมืองเจนัว (Genoa) และ เมืองปีซ่า (Pisa) บนทะเลลิกูเรีย (Liguria Sea) และเป็นหนึ่งในอ่าวที่มีความสำคัญทางด้านการค้าและการทหาร  เมืองท่าที่เป็นประตูสู่ 5 หมู่บ้านริมทะเลที่สวยที่สุดในโลก นำท่านนั่งรถไฟเข้าสู่  อุทยานแห่งชาติ ซิงเกว เตรเล่ (Cinque Terre National Park)เส้นทางที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น วิมานบนดินริม ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean Sea)  ซิงเกว เตรเล่ (Cinque Terre)เมื่อแปลตรงตัวตามภาษาอิตาเลียนแปลว่า ดินแดนห้าแห่งอันลือชื่อและ ดินแดนทั้งห้านี้ประกอบไปด้วย เมืองมอนเตอรอสโซ่ อัล แมร์(Monterosso al Mare) , เมืองเวอนันซ่า  (Vernazza) , เมืองคอร์นีเลีย  (Corniglia) , เมืองมานาโรล่า  (Manarola) และ เมืองริโอแมคจิโอรี่ (Riomaggiore) ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนริมชายฝั่งด้านตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลี (Italy) ใน แคว้นลิกูเรีย (Liguria) นำท่านชมหมู่บ้าน เมืองริโอแมคจิโอรี่ (Riomaggiore),เมืองเวอนันซ่า  (Vernazza),เมืองมานาโรล่า  (Manarola) คือ 3 หมู่บ้านที่สวยที่สุดใน 5 หมู่บ้าน (ส่วนที่ 2 หมู่บ้าน เมืองคอร์นีเลีย (Corniglia), เมืองมอนเตอรอสโซ่ อัล แมร์ (Monterosso al Mare) ขึ้นอยู่กับเวลา สภาพอากาศ และสภาพร่างกายของคนในคณะทัวร์)

จากนั้นเดินทางต่อสู่  เมืองมานาโรล่า  (Manarola) ถือว่าเป็นหมู่บ้านที่เก่าแก่ที่สุดของซิงเกว เตรเล่ (Cinque Terre)ประกอบไปด้วยอาคารงดงามที่มีสีสันสดใส ที่ตั้งเรียงรายลดหลั่นลงมาหน้าผาสูงชันเหนือ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean Sea)แล้วอิสระท่านเดินชมภายในตัวเมือง

12.00 น.       อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

                   *** หมายเหตุการเดินทางเที่ยวชม อุทยานแห่งชาติ ซิงเกว เตรเล่ (Cinque Terre National Park) จะครบทั้ง 5 หมู่บ้านหรือไม่นั้นขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น เวลา สภาพการจราจร การปิดหรือเปิดเส้นทางของแต่ละหมู่บ้าน หรือสภาพร่างกายของคณะทัวร์ เป็นสำคัญ แต่เราจะนำท่านเที่ยวหมู่บ้านที่สวยอยู่แล้วเช่น เมืองริโอแมคจิโอรี่ (Riomaggiore),เมืองเวอนันซ่า (Vernazza),เมืองมานาโรล่า (Manarola) ***

                   จนกระทั่งสมควรแก่เวลา นำท่านสู่จุดจอดรถบัสแล้วออกเดินทางกลับสู่ เมืองปีซ่า (Pisa) (ระยะทาง 102 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที)

19.00 น.       อาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

พักค้างคืน ณ Hotel Galilei หรือเทียบเท่า 

 

วันเสาร์ที่ 11 เมษายน 2563 (7)                  ปีซ่า – เกาะเวนิช 

07.00 น.       อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

หลังอาหารเช้านำท่านออกเดินทางสู่  เมืองเวนิส (Venice) (ระยะทาง 330 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4ชั่วโมง) โดยเวนิส หรือ เวเนเซีย (Venezia) ดินแดนแสนโรแมนติก เป็นเมืองที่ไม่เหมือนใคร โดยใช้เรือแทนรถ ใช้คลองแทนถนน  มีสมญานามว่าเป็น "ราชินีแห่งทะเลเอเดรียติก" มีเกาะน้อยใหญ่กว่า 118 เกาะ และมีสะพานเชื่อมถึงกันกว่า 400 แห่ง

12.00 น.       อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

หลังอาหาร นำท่านเดินทางสู่ ท่าเรือตรอนเคตโต้ (Tronchetto) เพื่อลงเรือเดินทางสู่ เกาะเวนิส  (Venice Island) ล่องเรือผ่านชมบ้านเรือนของชาวเวนิส ขึ้นฝั่งที่บริเวณ ซานมาร์โค ศูนย์กลางของเกาะเวนิส จากนั้นนำท่านเริ่มต้นเดินเที่ยวชมความงาม เกาะเวนิส  (Venice Island) ชม สะพานถอนหายใจ (Bridge of Sigh)ที่มีเรื่องราวน่าสนใจในอดีต เมื่อนักโทษที่เดินออกจากห้องพิพากษาไปสู่คุกจะได้มีโอกาสเห็นแสงสว่างและโลกภายนอกเป็นครั้งสุดท้ายระหว่างเดินผ่านช่องหน้าต่างที่สะพานนี้ ซึ่งเชื่อมต่อกับพระราชวังดอดจ์ (Doge’s Palace) อันเป็นสถานที่พำนักของเจ้าผู้ครองนครเวนิส ในอดีต ซึ่งนักโทษชื่อดังที่เคยเดินผ่านสะพานนี้มาเเล้วคือ คาสโนว่านั่นเอง นำท่านถ่ายรูปบริเวณจัตุรัสซานมาร์โค (St.Mark’s Square) ที่นโปเลียนเคยกล่าวไว้ว่า “เป็นห้องนั่งเล่นที่สวยที่สุดในยุโรป” จัตุรัสถูกล้อมรอบด้วยอาเขตอันงดงาม รวมทั้งโบสถ์ซานมาร์โค (St.Mark’s Bacilica) ที่มีโดมใหญ่ 5 โดม ตามแบบศิลปะไบแซนไทน์

จากนั้นอิสระให้ท่านได้มีเวลาเที่ยวชมเกาะอันแสนโรแมนติก เช่น เดินเล่นเพื่อชมมนต์เสน่ห์แห่งนครเวนิส, เข้าชมโบสถ์ซานมาร์โคที่สวยงาม, เลือกซื้อสินค้าของที่ระลึกตามอัธยาศัย อาทิเช่น เครื่องแก้วมูราโน่,หน้ากากเวนิส หรือนั่งจิบกาแฟในร้าน Café Florian ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1720 จากนั้นชมสะพานสำคัญที่ชื่อว่า สะพานเรลอันโต  (Realto Bridge) เดิมทีเป็นสะพานไม้ และสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 หลังจากที่พังทลายลง สะพานหินก็ถูกสร้างขึ้นทดแทน และเป็นสะพานข้าม แกรนด์คาแนล  (Grand Canal) เพียงแห่งเดียวจนถึงปี ค.ศ. 1854 จนกลายเป็นศูนย์กลางการคมนาคม และค้าขายแลกเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของเมืองเวนิส (Venice) ใครที่มาเมืองเวนิส (Venice) แล้วไม่ได้มาข้ามสะพานนี้ถือว่ามาไม่ถึง เป็นจุดถ่ายภาพที่สำคัญแห่งหนึ่ง รอบๆ สะพานยังเป็นย่านขายของที่ระลึกและตลาดขายของสด

18.30 น.           อาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

พักค้างคืน ณ Hotel Cavaletto & Doge Orseolo Venice Island หรือเทียบเท่า

 

วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2563 (8)              เวนิส – มิซูลิน่า – เบรียส – คอร์ติน่า ดอมปาสโซ่

07.00 น.       อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

เช้านี้ นำท่านเดินทางเข้าสู่ อุทยานแห่งชาติโดโลไมท์ (Dolomite Nation Park) อุทยานในเขตเทือกเขาโลเมทเต้  หรือ โดโลไมท์  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอลป์ที่ทอดตัวอยู่ในเขตอิตาลีตอนเหนือ มียอดเขารวม 18 ยอด ที่มีความสูงถึงกว่า 3,000 เมตรและครอบคลุมอาณาบริเวณกว้างใหญ่ของแคว้นทิโรลใต้ และ แคว้นเวเนโต้  บนพื้นที่ 141,903 เฮคแตร์โดโลเมทเต้ เป็นเทือกเขาหินปูนชนิดพิเศษที่นี่มีแร่แมกนีเซียมปน ชื่อว่า โดโลไมท์ หรือโดโลเมทเต้ ในภาษาอิตาเลี่ยน  ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษคือในเวลากลางวัน แสงสีจะไล่กันไปตั้งแต่เทาอ่อนถึงเกือบขาว แต่ยามพระอาทิตย์ตกดิน ผิวหน้าของหินเหล่านี้จะอาบไปด้วยสีส้มและชมพู   เกิดเป็นทัศนียภาพที่งดงาม ประกอบกับภูมิทัศน์ภูเขาที่สวยงามสุดมหัศจรรย์ ที่มีทั้ง ยอดเขาต่างๆที่แทงยอดสูงเสียดฟ้า  หน้าสูงผาชัน  หุบเขาที่แคบลึก  สลับกับป่าไม้เขียวขจี และทุ่งหญ้า บ้านเรือนสวยงาม ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศให้มาเยี่ยมเยือนไม่ขาดสาย  จึงนับว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ที่สำคัญแห่งหนึ่งของอิตาลี นำท่านเดินทางสู่ที่ตั้ง ทะเลสาบมิซูลิน่า (Misurina Lake) (ระยะทาง 172 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที) ทะเลสาบที่หลบซ่อนตัวในหุบเขาที่ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งในโดโลไมท์ นำท่านเดินเล่นชมวิวทะเสสาบเก็บภาพสุดความประทับใจ

13.00 น.       อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

จากนั้น นำท่านชม ทะเลสาบเบรียส (Braies)(ระยะทาง 30  กิโลเมตร ใช้เวลา เดินทางประมาณ 40 นาที)  ซึ่งอยู่ ในเขตอุทยานแห่งชาติ Fanes Sennes Braiesเขตป่าสงวนที่ ใหญ่ที่สุดใจกลางเทือกเขาโดโลไมท์ อิสระท่าน ถ่ายภาพความงดงามของทะเลสาบ ซึ่งว่ากันว่าที่นี่เป็นประตูสู่ดินแดนใต้พิภพตามตำนาน ทุกๆร้อยปีในคืนพระจันทร์เต็มดวงเจ้าหญิงในตำนานจะออกมาจากเนินเขา Sass Dia Portaภาษาลาติน หมายถึง “ประตูบนภูเขา” ทรงพายเรือรอบๆทะเลสาบ พร้อมส่งเสียงแตรที่ดังกึกก้องไปทั่วเทือกเขาโดโลไมท์ บ้างก็ว่าครั้งหนึ่งเคยมีถ้ำตรงเนินเขาก่อนจะมีหิน ถล่มปิดปากถ้ำเหมือนจะฝังเจ้าหญิงไว้ ขัดขวางไม่ให้คืนความรุ่งโรจน์แก่อาณาจักรของพระองค์ตลอดกาล อิสระท่านถ่ายรูป ชื่นชมความงามและเก็บภาพความประทับใจตามอัธยาศัย

จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ เมืองคอร์ติน่า ดอมปาสโซ่ (Cortina D’Ampezzo)(ระยะทาง 43  กิโลเมตร ใช้เวลา เดินทางประมาณ 50 นาที)  เมืองสกีรีสอร์ท ที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติเทือกเขาโดโลไมท์ เป็น Best of The Alps เพียงแห่งเดียวของอิตาลีที่ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 10 สกีรีสอร์ทที่ดีที่สุดในโลก เคยใช้เป็นสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในปี 1956 และเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ เจมส์ บอนด์ 007 ตอน For Your Eye Only เมืองนี้อยู่สูงจากน้ำทะเล 1,219 เมตร ได้รับการขนานนามว่าเป็น ไข่มุกแห่งเทือกเขาโดโลไมท์ เป็นสถานที่ตากอากาศตลอดปีของชนชั้นสูง และบรรดาหนุ่มสาว ที่ไม่ได้มาเพียงเพื่อเล่นสกีเท่านั้น แต่ในหน้าร้อนมักนิยมท่องเที่ยวแบบ Hiking ปีนเขาชมทิวทัศน์ที่มีชื่อเสียง

19.00 น.       อาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

พักค้างคืน ณ Villa Argentina Cortina Hotel หรือเทียบเท่า

 

วันจันทร์ที่ 13 เมษายน 2563 (9)                คอร์ติน่า ดอมปาสโซ่ ออร์ติเซ่ - วาล ดิ ฟุเน่ - โบลซาโน่

07.00 น.       อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ณ ห้องอาหารของโรงแรม

เช้านี้ ออกเดินทางสู่ Great Dolomite Roadบนเส้นทางสายนี้ คุณจะทึ่งในความยิ่งใหญ่ของขุนเขาอีกครั้งระยะทางไม่ไกลมากแต่เราจะค่อย ๆ ซึมซับบรรยากาศที่หาไม่ได้ที่ไหนอีกแล้วในโลกนี้ เทือกเขาโดโลไมท์ (Dolomite)ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกโดยองค์กร UNESCO เมื่อปี 2009 ลักษณะภูมิประเทศเป็นหน้าผาสูง สลับกับหุบเหวลึก นำท่านผ่านเส้นทางอันคดเคี้ยวไต่เลาะไปตามขุนเขา ผ่านสองจุดสำคัญคือ Posso Falzaregoและ  Posso Gardenaแวะถ่ายรูปกับถนนงูเลื้อย และยังเป็น 1 ใน7 ในการแข่งขัน จักรยานของอิตาลีอันยิ่งใหญ่เทียบเท่า Tour de France

จนกระทั่งถึง เมืองออร์ติเซ่ (Ortisei)(ระยะทาง 65  กิโลเมตร ใช้เวลา เดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง)  เมืองแห่งศูนย์กลางของการท่องเที่ยวในแถบอุทยานแห่งชาติโดโลไมท์ (Dolomite Nation Park) ทีอยู่ในหุบเขา มีเทือกเขาล้อมรอบสวยงามยิ่งนัก อิสระท่านพักผ่อนเพลิดเพลินกับอากาศอันบริสุทธิ์ ชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามแปลกตา

นำท่านนั่งกระเช้า ขึ้นสู่บนเนินเขาที่เรียกว่า Alpe Di Siusiนำท่านชมวิวทิวทัศน์บนทุ่งหญ้าราบเลียบบนภูเขา ที่ได้ขึ้นชื่อว่ากว้างใหญ่ที่สุดในยุโรป ท่านจะได้สัมผัสความงดงามอันประหลาด มหัสจรรย์ของดินแดนเทือกเขาโดโลไมท์ จากมุมสูงรอบด้าน ชมทัศนียภาพอันยิ่งใหญ่ของหุบเขา โตรกผา โดยมีเทือกเขา Sasolungo Mountain Range ที่มีรูปทรงประหลาดยอดเขาแหลมชันเป็นจุดเด่น มีเส้นทางเดินลัดเลาะสู่จุดชมวิวต่างๆให้ท่านมีเวลาเก็บภาพสวยๆ อันประทับใจ ก่อนท่านจะได้ตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศสุดที่จะบรรยาย อิสระให้ท่านเดินเล่นถ่ายรูปตามอัธยาศัย จากนั้นนำท่านนั่งกระเช้าลงกลับสู่ด้านล่าง

หมายเหตุ : การนั่งกระเช้า หากสภาพอากาศไม่อำนวยหรือมีเหตุขัดข้องไม่สามารถขึ้นได้ ทาง บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการงดให้นั่งกระเช้าเพื่อความปลอดภัย

12.00 น.        อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

จากนั้นนำท่านเดินทางผ่านเส้นทางหมู่บ้านแถบ วาล ดิ ฟุเน่ (Val di Funes) (ระยะทาง 34  กิโลเมตร ใช้เวลา เดินทางประมาณ 40 นาที)   นำท่านแวะถ่ายรูปกับยอดเขาแปลกตาอีกแห่งในโดโลไมท์ อิสระทุกท่านเก็บภาพความประทับใจตามอัธยาศัย

แล้วไปยังจุดชมวิวแสนสวยอีกจุดที่ Santa Maddalena ที่จะเห็นภาพของโบสถ์ St.Johann churchกับฉากหลังที่เป็นแนวเขาสูง เป็นอีกจุดนึงที่ไม่ควรพลาด

จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ เมืองโบลซาโน่ (Bolzano)(ระยะทาง 45  กิโลเมตร ใช้เวลา เดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง)  เมืองที่ถือว่าเป็นประตูสู่ อุทยานแห่งชาติโดโลไมท์ (Dolomite Nation Park)  

เมืองโบลซาโน่ (Bolzano) เป็นเมืองหลวงของภูมิภาคทีโรลใต้ (South Tyrol) ซึ่งล้อมรอบด้วยแม่น้ำ ที่นี่แม่น้ำ Talvera จะไหลลงไปในแม่น้ำ Israco และมารวมกันเป็นแม่น้ำ Adige เนินเขาที่เป็นป่า ทุ่งหญ้า ไร่องุ่นและเทือกเขา โดโลไมท์ ในทางทิศตะวันออกนั้นเหมาะกับการพักผ่อนแบบผ่อนคลายอย่างยิ่ง เมืองโบลซาโน่ (Bolzano) รู้จักกันทั่วไปเมื่อครั้งที่  National Geographic ไปถ่ายทำสารคดี การค้นพบซากมนุษย์ที่ฝั่งอยู่ใต้หิมะบนยอดเขาสูงในแคว้นทีโรลของออสเตรีย และนำร่างนั้นมาไว้ที่เมืองโบลซาโน่ (Bolzano) เรียกกันว่ามนุษย์หิมะแห่งโบลซาโน่ ที่เป็น ข่าวไปทั่วโลก นำท่านเดินชมเมืองเก่า ชมวิหาร (Duomo) โบสถ์ (Chiesa dei Domenican)และอนุสาวรีย์ที่จัตุรัสกลางเมือง (Piazza delle Erbe) แถบถนนคนเดิน (Piazza Walther)และย่านอาเขตโบลซาโน อิสระท่านช้อปปิ้งจุใจไปกับแฟชั่นต่างประเทศและสินค้าที่ระลึกท้องถิ่น ตามอัธยาศัย

19.00 น.       อาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

พักค้างคืน ณ Four Point by Sheraton Hotel หรือเทียบเท่า

 

วันอังคารที่ 14 เมษายน 2563 (10)             โบลซาโน่ – ซีรมิโอเน่ – มิลาน  

07.30 น.       อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นำท่านเดินทางสู่ เมืองซีรมิโอเน่ (Sirmione) (ระยะทาง 153 กิโลเมตร ใช้เวลา เดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที) เมืองน้อยแสนน่ารักเป็นเหมือนเกาะเล็กๆเดินไปทางไหนก็เห็น ทะเลสาบกราด้า (Garda Lake) พอถึงเมืองก็จะเห็นกำแพงเมืองเก่า เดินลัดเลาะเข้าสู่ตัวเมืองเดินผ่าน ริมทะเลสาบกราด้า (Lakeside Walk) ขึ้นสู่ตัวเมืองด้านบนเป็นจุดชมวิวที่เห็นได้ทั้งเมือง

นำท่านเดินเที่ยวชมเมืองซีรมิโอเน่ (Sirmione)ลอดประตูกำแพงเมืองเก่าผ่าน ปราสาทเก่าแก่ประจำเมือง (Sirmione Peninsula) ทันทีที่เข้าสู่เขตเมืองเก่าท่านจะพบกับความสวยงามของเมือง ลานจัตุรัสเล็กๆในเมืองล้วนถูกล้อมรอบด้วยอาคารเก่าแก่สวยงามดัดแปลงมาเป็นร้านค้า ร้านกาแฟร้านไอศกรีม และโรงแรมขนาดเล็กต่างก็แต่งแต้มสีสันได้สวยงามกลมกลืนเป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยือนเมืองเก่าแห่งนี้ให้ท่านได้เดินสำรวจและบันทึกภาพที่สวยงามของเมืองอย่างเต็มที่ชมเมืองเก่าที่ตั้งอยู่บนแหลมสันดอนที่ยื่นออกสู่ ทะเลสาบกราด้า (Garda Lake) ด้วยทำเลที่ตั้งที่เป็นเอกลักษณ์พิเศษนี้ ก่อเกิดชุมชน เมืองซีรมิโอเน่ (Sirmione) บ้านเรือนและปราสาทประจำเมืองอย่างสวยงามความน่ารักสวยงามของ เมืองซีรมิโอเน่ (Sirmione) อยู่ที่บรรยากาศของการเดินเที่ยวเล่นตามตรอกซอกซอยของเมืองและชมวิวที่สวยงามริมทะเลสาบทุกๆจุดของเมืองจะมีร้านค้า ภัตตาคาร ร้านกาแฟ มุมนั่งพักผ่อนและที่ขาดไม่ได้ของการเข้ามาเยือนอิตาลี (Italy)คือการลองลิ้มชิมรสไอศกรีมอิตาลีที่เรียกว่า “เจลาโต” ที่ เมืองซีรมิโอเน่ (Sirmione) แห่งนี้เป็นสวรรค์ของท่านที่ชอบไอศกรีมว่ากันว่าร้านไอศกรีมที่นี่มีการแข่งขันกันมาก มีไอศกรีมรสชาติต่างๆให้เลือกมากที่สุดในอิตาลี(Italy)

 

12.00 น.       อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

จากนั้นนำท่านไปส่งท้ายโปรแกรมกันที่  กรุงมิลาน (Milan) (ระยะทาง 136 กิโลเมตร ใช้เวลา เดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง) นครที่มีชื่อทางด้านอุตสาหกรรม และเมืองใหญ่อันดับสองของ อิตาลี (Italy) นำท่านชม ดูโอโมมหาวิหารแห่งเมืองมิลาน (Duomo)ที่เป็นสัญลักษณ์โดดเด่นที่สุดของเมืองนี้ และไม่ถูกทำลายลงในช่วงสงคราม ด้านหน้าคือ พระบรมราชาสาวรีย์พระเจ้าวิคเตอริโอเอมมานูเอลที่ 2 (Vittorio Emanuele II Monument)ขณะทรงม้า ด้านในดูโอโมมีกระจกสีที่สวยงาม กล่าวกันว่าสถานที่นี้คือสถานที่ใช้เก็บตะปูซึ่งใช้ตรึงพระเยซู ตะปูนี้จะนำลงมาให้ประชาชนเข้าชมปีละครั้งในเดือนกันยายน  จากนั้นอิสระท่านที่ แกลเลอเรีย วิคตอริโอ เอมมานูเอลที่ 2 (Galleria VittorioEmanuele II)ซึ่งเป็นย่านช้อปปิ้งอาเขตที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 12 ปี เพื่อให้เป็นห้องรับแขก แห่ง กรุงมิลาน (Milan) เป็นอาคารหลังแรก ๆ ของยุโรปที่ใช้โครงเหล็กในการก่อสร้าง พื้นตกแต่งด้วยโมเสกเป็นรูปทวีปต่าง ๆ อาคารอย่างมีรสนิยมโดยสถาปนิกชื่อดังชาวอิตาลี

 

19.00 น.       อาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

พักค้างคืน ณ Radisson Blu Hotel Milan หรือเทียบเท่า

 

วันพุธที่ 15 เมษายน 2563 (11)                  มิลาน – มาเพนซ่า

09.00 น.       อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

                   หลังอาหารเช้านำท่านเดินทางสู่ ท่าอากาศยานนานาชาติมาเพนซ่า (MalpensaInternational Airport)(ระยะทาง 50 กิโลเมตร ใช้เวลา เดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง)เพื่อเดินทางกลับ กรุงเทพฯ (Bangkok)

13.05 น.       ออกเดินทางกลับสู่ กรุงเทพฯ (Bangkok) โดยเที่ยวบินที่ TG 941 (ใช้เวลาเดินทาง 10 ชั่วโมง 50 นาที)

 

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน 2563 (12)        กรุงเทพ

05.55 น.       คณะเดินทางถึง สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ (Suvarnabhumi International Airport)  กรุงเทพฯ (Bangkok)โดยสวัสดิภาพ

 

รายละเอียดโปรแกรมเต็มคลิกด้านล่าง

 

V

V

V
V

 

 
 
฿119,900
จำนวน:
Visitors: 119,698