ทัวร์ อันซีน อิตาลี ทัศคานี โดโลไมท์ 11 วัน บิน TG

20

ทัวร์ อันซีน อิตาลี ทัศคานี โดโลไมท์ 11 วัน บิน TG

กำหนดการเดินทาง เดือนตุลาคม 2563

ราคาโปรดสอบถาม (ราคารวมทุกอย่างแล้ว วีซ่า ประกัน ทิปคนไกด์ท้องถิ่น ทิปคนรถ)
 

สอบถามโทร 02-538-3585
Line @ ID : @tdtravel (มี @ ข้างหน้าด้วยนะครับ)
 

ไฮไลท์ของโปรแกรม

- บินตรงเข้ากรุงโรม - ออกกรุงมิลาน โดยสายการบินไทย TG สะสมไมล์ รอยอล ออคิต พลัส

- ชมหมู่บ้านสุด Unseen หมู่บ้านซิวิตา ที่มีฉายาว่า อัญมณีบนยอดเขา

- แคว้น ทัสคานี (Tuscany) แหล่งผลิตไวน์ชั้นดีของอิตาลี และเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์และตำนานไวน์เคียนติ

- วาดอร์ เชีย (Val D’Ocia) เส้นทางที่สวยที่สุดในอิตาลี สัมผัสบรรยากาศวิวท้องทุ่ง ที่ได้รับการขึ้น ทะเบียนเป็นมรดกโลก

- เมืองปิเอนซ่า (Pienza) อีกหนึ่งเมืองที่มีประวัติศาสตร์ อีกหนึ่งตัวอย่างของเมืองที่สร้างขึ้นในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา

- เมืองเซียน่า (Siena) พบกับเมืองใหญ่อันดับสองของแคว้นทัศคานี เมืองที่มีชื่อเสียง ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว เป็นอันดับต้นๆของประเทศอิตาลี

- เดินเล่นเมืองซาน จิมิญญาโน่เมืองเล็กๆที่มีทิวทัศน์งดงามที่สุดในแคว้นทัศคานี

- อุทยานแห่งชาติ ซิงเกว เตรเล่ เส้นทางที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น วิมานบนดินริม ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

- พักเกาะเวนิช สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของอิตาลี แถมฟรีล่องเรือ กองโดล่า สุดแสนโรแมนติก

- อุทยานแห่งชาติโดโลไมท์ ที่อยู่ในหุบเขา มีเทือกเขาล้อมรอบสวยงามเพลิดเพลินกับอากาศอันบริสุทธิ์ ชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามแปลกตา

- ชม ทะเลสาบมิซูลิน่า สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของโดโลไมท์

- ชม หมู่ภูเขา Tre Cime di Lavaredo ยอดเขาที่เป็นแลนด์มาร์คสำคัญของโดโลไมท์

- ชม ทะเลสาบเบรียส ทะเลสาบที่งดงามที่สุดของโดโลไมท์

- Alpe Di Siusi ชมทุ่งหญ้าราบเลียบ บนภูเขาที่ได้ขึ้นชื่อว่ากว้างใหญ่ที่สุดในยุโรป

- ยอดเขา Seceda ยอดเขาเลี่ยงชื่อที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด

- วาล ดิ ฟุเน่ (Val di Funes) มหัศจรรย์ของดินแดนกับยอดเขาแปลกตาอีกแห่งในโดโลไมท์

- เทือกเขาโดโลไมท์ (Dolomite) ตื่นตาตื่นใจกับเทือกเขาที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นมรดกโลก

- เมืองซีรมิโอเน่ เมืองที่รายล้อมไปด้วยทะเลสาบ พร้อมขึ้นสู่ตัวเมืองมีจุดชมวิวเห็นได้ทั้งเมือง

- กรุงมิลาน (Milan) นครที่มีชื่อทางด้านอุตสาหกรรม และเมืองใหญ่อันดับสองของ อิตาลี

- ชมมหาวิหารดูโอโม่ มหาวิหารแห่งเมืองมิลาน สัญลักษณ์โดดเด่นที่สุดของเมืองนี้และไม่ถูกทำลายลงในช่วงสงคราม กล่าวกันว่าสถานที่นี้คือสถานที่ใช้เก็บตะปูซึ่งใช้ตรึงพระเยซู

 

รายละเอียดโปรแกรม

 

 

วันแรกของการเดินทาง   (1)                           กรุงเทพฯ

22.00 น.       คณะพร้อมกัน ณ สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารโดยสาร ชั้น 4 ประตู 3แถว D เคาน์เตอร์ สายการบินไทย อินเตอร์พบเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ คอยให้การต้อนรับและคอยอํานวยความสะดวกในเรื่องสัมภาระและการเช็คอิน

 

วันที่สองของการเดินทาง  (2)               กรุงเทพฯ – โรม (อิตาลี) – หมู่บ้านซิวิตา – วาดอร์ เชีย – ปิเอนซ่า – เซียน่า    

00.01 น.         ออกเดินทางสู่ กรุงโรม (Rome)โดยเที่ยวบินที่  TG 944(ใช้เวลาในการเดินทาง  11  ชั่วโมง  54 นาที)

05.55 น.         ถึงท่าอากาศนานาชาติฟูมิชิโน่ (Fiumicino International Airport)กรุงโรม (Rome)ประเทศอิตาลี (Italy)

(เวลาท้องถิ่นช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง)  หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรแล้ว รถโค้ชปรับอากาศนำลูกค้าทุกท่านออกเดินทางสู่ หมู่บ้านซิวิตา (Civita)(ระยะทาง 156 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง) หมู่บ้านเล็กๆน่ารักที่มีอายุกว่า 2,500 ปี ที่มีฉายาว่า อัฐมณีบนยอดเขา ตั้งอยู่บ้านหน้าผาสูงเนื่องจากพื้นที่โดยรอบถูกน้ำและลมกัดเซาะจนกลายเป็นหุบเขาหลายพันปี และเป็นที่มาของชื่อ “The Dyling City” เพราะพื้นที่อาศัยยังคงถูกกัดเซาะทุกปี ปัจจุบันจึงกลายเป็นความโดดเด่นสวยงามตามธรรมชาติของหมู่บ้านแห่งนี้ ระหว่างทางเดินเข้าหมู่บ้านจะต้องเดินผ่านสะพานเล็กๆที่มีความยาวประมาณ 400 เมตร จนถึงซุ้มประตูเมือง ลอดผ่านเข้ามาจนถึงตัวเมืองขนาดเล็กที่มีบรรยากาศเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในยุคโรมันโบราณจริงๆทั้งบรรยากาศและสิ่งปลูกสร้าง แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนจากเดิมเลย ให้ท่านได้เดินชมอาคารบ้านเรือนที่งดงามแห่งนี้

 

12.00 น.       อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

จากนั้นนำท่านเดินทางผ่านเส้นทางที่ว่ากันว่าสวยที่สุดในอิตาลี วาดอร์ เชีย (Val D’Ocia) ระหว่างทางท่านจะได้สัมผัสบรรยากาศวิวท้องทุ่ง ที่มีบ้านชาวนาและต้นไซเปรซ ที่ยื่นเด่นตามแนวท้องทุ่ง ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลก (Unesco) ให้เป็น World Heritage Cultural Landscape ซึ่งหลายๆทิวทัศน์แห่งนี้ถูกเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ของ Hollywood หากท่านมาทัศคานีแล้วไม่ได้ผ่านถนนเส้นนี้ถือว่ามาไม่ถึงแคว้นทัศคานีอย่างแท้จริง ระหว่างทางหากมีที่จอดรถที่สามารถแวะถ่ายรูปได้ คนขับรถจะจอดให้ท่านได้ถ่ายรูปกับวิวทิวทัศน์ที่สวยงามแห่งนี้

เดินทางต่อจนกระทั่งถึง เมืองปิเอนซ่า (Pienza)  (ระยะทาง 83 กิโลเมตร ใช้เวลา เดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที) หรือ นครประวัติศาสตร์ปิเอนซ่า (Pienza) อีกหนึ่งจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเซียนา (Siena Province) ในแคว้นทัศคานี ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของเมืองที่สร้างขึ้นในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ซึ่งองค์การยูเนสโก้ (Unesco) ได้ประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี ค.ศ. 1996

หลังอาหาร นำท่านชม จัตุรัสเปียซซ่าปีโอที่ 2 (Piazza Pio II)จัตุรัสที่สร้างขึ้นอย่างหรูหรา ซึ่งโดยรอบนั้นล้อมรอบด้วยศาลากลางจังหวัด หอระฆัง และพระราชวังที่เป็นที่พำนักของตระกูลปิคโกโลมินี (Piccolomini Family Palace) ท่านสามารถชมวิวของแคว้นทัศคานีที่ว่ากันว่าเป็นวิวที่สวยที่สุดในอิตาลี ได้จากตัวเมืองปิเอนซ่าได้ ให้ท่านอิสระเพลิตเพลินกับการเที่ยวชมตัวเมือง วิวทิวทัศน์ หรือเลือกซื้อของฝากสินค้าที่ระลึกต่างๆตามอัธยาศัย จากนั้น นำท่านเดินทางผ่านหมู่บ้าน San Quirico d’Orcia  ท่านจะได้พบกับวิวของทัศคานีที่ว่ากันว่าสวยที่สุด

จนกระทั่งถึงเวลาอันสมควรนำท่านเดินทางเข้าสู่เมืองเซียน่า (Siena) (ระยะทาง 54 กิโลเมตร ใช้เวลา เดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง)  เมืองใหญ่อันดับ 2 ของแคว้นทัศคานี อีกหนึ่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากอันดับต้นๆของประเทศอิตาลี และ เมืองเซียน่ายังได้รับการประกาศเป็นเมืองมรดกโลกจาก (Unesco) อีกด้วย

19.00 น.       อาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

พักค้างคืน ณ Hotel NH Siena หรือเทียบเท่า         

 

 

วันที่สามของการเดินทาง (3)                           เซียน่า - ซาน จิมิญญาโน่ - ลา สเปเซีย

07.30 น.       อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

เช้านี้ นำท่านเดินเขาสู่จัตุรัส เดล คัมโป (Piazza del Campo)เป็นจตุรัสใจกลางเมืองที่บ่งบอกประวัติศาสตร์ของเมืองเซียน่าได้เป็นอย่างดี และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในจัตุรัสที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญๆ จำนวนมาก นำท่านเข้าชม มหาวิหารเมืองเซียน่า (Duomo di Siena)  มหาวิหารประจำ เมืองเซียน่า ที่ถูกสร้างขึ้นในปี 1200 ด้วยสไตล์กอธิคและเรเนซองส์ ที่ประดับประดาตกแต่งอย่างวิจิตรอลังการและสวยงามมาก โดยเฉพาะด้านในของตัววิหารที่บอกเล่าเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับเมืองเซียน่าไว้ได้อย่างสวยงามและเป็นโบสถ์ 1 ใน 5 โบสถ์ที่สวยที่สุดในประเทศอิตาลี อีกด้วย จากนั้นชมเมืองเก่าเซียน่า (Siena Old Town)ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก้ในปี 1995 ชมความเป็นเมืองเก่าสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการหรือยุคเรเนซองส์ เต็มไปด้วยอาคารต่างๆ โบสถ์และพิพิธภัณฑ์ และสัมผัสบรรยากาศของประวัติศาสตร์และร้านค้ามากมาย เซียน่าเป็นเมืองคู่แข่งของฟลอเรนซ์ในเรื่องของศิลปะและสถาปัตยกรรม จากนั้นนำท่านถ่ายรูปด้านนอกกับ ปาลาซโซ พับบลิโค (Palazzo Pubblico)เป็นพระราชวังที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1297 เพื่อใช้เป็นที่ทำงานของรัฐบาลเมืองเซียน่า โดยด้านข้างมีหอระฆังมานเจีย หรือ ทอร์เร เดล มานเกีย (Torre del Mangia) หอระฆังที่เก่าแก่ที่ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1338 ซึ่งสมัยนั้นถือว่าเป็นสิ่งก่อาร้างที่สูงที่สุดในอิตาลี จากนั้นให้ท่านอิสระเดินถ่ายรูปหรือเลือกซื้อสินค้าพื้นเมืองของที่ระลึกตามอัธยาศัย


 

12.00 น.     อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

นำท่านเดินทางต่อสู่เมืองซาน จิมิญญาโน่ (San Gimignano)(ระยะทาง 47 กิโลเมตร ใช้เวลา เดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง)  เมืองเล็กๆที่มีทิวทัศน์งดงามที่สุดในแคว้นทัศคานี ตั้งอยู่บนเนินเขาที่ล้อมรอบด้วยกำแพงเมืองโบราณ เป็นเมืองแห่งสุดยอดสถาปัตยกรรมของยุคกลาง โดยเฉพาะหอคอยสูงตระหง่าน 14 หอที่สามารถมองเห็นได้แม้อยู่ห่างจากตัวเมืองหลายกิโลเมตร เป็นเมืองเดียวในอิตาลีที่สามารถอนุรักษ์สิ่งก่อสร้างและสถาปัตยกรรมยุคกลางไว้ได้อย่างครบถ้วนจนได้รับการประกาศเป็นเมืองมรดกโลกโดยองค์การ Unesco นำท่านถ่ายรูปกับโบสถ์ประจำเมือง (San Gimignano Duomo)โบสถ์หลักประจำเมืองตั้งอยู่ในจัตุรัสดูโอโม (Piazza Del Duomo) ภายในมีการตกแต่งแบบโรมาเนสก์ และมีภาพเฟรสโก ตกแต่งกำแพงภายในโบสถ์ที่เป็นเรืองราวเกี่ยวกับศาสนา คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ทรงกระบอก 8 ชั้น สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว สูง 55.86 เมตร น้ำหนักรวม 14,500 ตัน มีบันได 293 ขั้น เอียง 3.97 องศา ยอดของหอห่างจากแนวตั้งฉากประมาณ 3.9 เมตร ชม La Rocca ป้อมโบราณสมัยศตวรรษที่ 14 ให้ท่านได้ลิ้มลองไอศรีม Gelatoร้านดัง Gelateria di Piazzaไอศรีมที่ชนะการประกวดได้แชมป์ของอิตาลีติดต่อกันหลายครั้ง และ ยังเคยได้แชมป์ World’s Best Ice-Creams of the year มาแล้ว และเป็นที่ยอมรับว่าเป็นร้านไอศกรีมที่อร่อยที่สุดในโลก

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมือง ลา สเปเซีย (La Spezia)(ระยะทาง 157 กิโลเมตร ใช้เวลา เดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที)  เมืองในเขตลิกูเรีย (Liguria) ทางตอนเหนือของ อิตาลี (Italy) อยู่ระหว่าง เมืองเจนัว (Genoa) และ เมืองปีซ่า (Pisa) บนทะเลลิกูเรีย (Liguria Sea) และเป็นหนึ่งในอ่าวที่มีความสำคัญทางด้านการค้าและการทหาร  เมืองท่าที่เป็นประตูสู่ 5 หมู่บ้านริมทะเลที่สวยที่สุดในโลก

19.00 น.       อาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

พักค้างคืน ณ NH Hotel La Spezia หรือเทียบเท่า  

 

 

วันที่สี่ของการเดินทาง (4)                         ลา สเปเซีย - อุทยานแห่งชาติ ซิงเกว เตรเล่ – ลา สเปเซีย

07.00 น.       อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

หลังอาหารเช้านำท่านท่องเที่ยวโซนอุทยานแห่งชาติ ซิงเกว เตรเร่ (Cinque TerreNational Park)เริ่มด้วยการนำท่านออกเดินทางสู่ เมือง ลา สเปเซีย (La Spezia)(ระยะทางประมาณ 77 กิโลเมตร ใช้เวลา เดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง) เมืองในเขตลิกูเรีย (Liguria) ทางตอนเหนือของ อิตาลี (Italy) อยู่ระหว่าง เมืองเจนัว (Genoa) และ เมืองปีซ่า (Pisa) บนทะเลลิกูเรีย (Liguria Sea) และเป็นหนึ่งในอ่าวที่มีความสำคัญทางด้านการค้าและการทหาร  เมืองท่าที่เป็นประตูสู่ 5 หมู่บ้านริมทะเลที่สวยที่สุดในโลก นำท่านนั่งรถไฟเข้าสู่  อุทยานแห่งชาติ ซิงเกว เตรเล่ (Cinque Terre National Park)เส้นทางที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น วิมานบนดินริม ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean Sea)  ซิงเกว เตรเล่ (Cinque Terre)เมื่อแปลตรงตัวตามภาษาอิตาเลียนแปลว่า ดินแดนห้าแห่งอันลือชื่อและ ดินแดนทั้งห้านี้ประกอบไปด้วย เมืองมอนเตอรอสโซ่ อัล แมร์(Monterosso al Mare) , เมืองเวอนันซ่า  (Vernazza) , เมืองคอร์นีเลีย  (Corniglia) , เมืองมานาโรล่า  (Manarola) และ เมืองริโอแมคจิโอรี่ (Riomaggiore) ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนริมชายฝั่งด้านตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลี (Italy) ใน แคว้นลิกูเรีย (Liguria) นำท่านชมหมู่บ้าน เมืองริโอแมคจิโอรี่ (Riomaggiore),เมืองเวอนันซ่า  (Vernazza),เมืองมานาโรล่า  (Manarola) คือ 3 หมู่บ้านที่สวยที่สุดใน 5 หมู่บ้าน (ส่วนที่ 2 หมู่บ้าน เมืองคอร์นีเลีย (Corniglia), เมืองมอนเตอรอสโซ่ อัล แมร์ (Monterosso al Mare) ขึ้นอยู่กับเวลา สภาพอากาศ และสภาพร่างกายของคนในคณะทัวร์)


จากนั้นเดินทางต่อสู่  เมืองมานาโรล่า  (Manarola) ถือว่าเป็นหมู่บ้านที่เก่าแก่ที่สุดของซิงเกว เตรเล่ (Cinque Terre)ประกอบไปด้วยอาคารงดงามที่มีสีสันสดใส ที่ตั้งเรียงรายลดหลั่นลงมาหน้าผาสูงชันเหนือ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean Sea)แล้วอิสระท่านเดินชมภายในตัวเมือง

12.00 น.       อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

                   *** หมายเหตุการเดินทางเที่ยวชม อุทยานแห่งชาติ ซิงเกว เตรเล่ (Cinque Terre National Park) จะครบทั้ง 5 หมู่บ้านหรือไม่นั้นขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น เวลา สภาพการจราจร การปิดหรือเปิดเส้นทางของแต่ละหมู่บ้าน หรือสภาพร่างกายของคณะทัวร์ เป็นสำคัญ แต่เราจะนำท่านเที่ยวหมู่บ้านที่สวยอยู่แล้วเช่น เมืองริโอแมคจิโอรี่ (Riomaggiore),เมืองเวอนันซ่า (Vernazza),เมืองมานาโรล่า (Manarola) ***

                   จนกระทั่งสมควรแก่เวลา แล้วนำสู่ เมืองเลแวนโต (Levanto)เมืองริม ทะเลอิตาเลี่ยนริเวียร่า(Italian Riviera Sea) เพื่อกลับสู่ จุดจอดรถบัสแล้วออกเดินทางกลับสู่ เมือง ลา สเปเซีย (La Spezia)(ระยะทาง 46 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาที)

19.00 น.       อาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร                           

พักค้างคืน ณ NH Hotel La Spezia หรือเทียบเท่า  

 

 

วันที่ห้าของการเดินทาง (5)                       ลา สเปเซีย – เวนิส 

07.00น.        อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ณ ห้องอาหารของโรงแรม

เช้านี้ นำท่านออกเดินทางสู่ เมืองเวนิส (Venice) (ระยะทาง 355 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4ชั่วโมง)  โดยเวนิส หรือ เวเนเซีย (Venezia) ดินแดนแสนโรแมนติก เป็นเมืองที่ไม่เหมือนใคร โดยใช้เรือแทนรถ ใช้คลองแทนถนน  มีสมญานามว่าเป็น "ราชินีแห่งทะเลเอเดรียติก" มีเกาะน้อยใหญ่กว่า 118 เกาะ และมีสะพานเชื่อมถึงกันกว่า 400 แห่ง

12.00 น.       อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

หลังอาหาร นำท่านเดินทางสู่ ท่าเรือตรอนเคตโต้ (Tronchetto) เพื่อลงเรือเดินทางสู่ เกาะเวนิส  (Venice Island) ล่องเรือผ่านชมบ้านเรือนของชาวเวนิส ขึ้นฝั่งที่บริเวณ ซานมาร์โค ศูนย์กลางของเกาะเวนิส จากนั้นนำท่านเริ่มต้นเดินเที่ยวชมความงาม เกาะเวนิส  (Venice Island) ชม สะพานถอนหายใจ (Bridge of Sigh)ที่มีเรื่องราวน่าสนใจในอดีต เมื่อนักโทษที่เดินออกจากห้องพิพากษาไปสู่คุกจะได้มีโอกาสเห็นแสงสว่างและโลกภายนอกเป็นครั้งสุดท้ายระหว่างเดินผ่านช่องหน้าต่างที่สะพานนี้ ซึ่งเชื่อมต่อกับพระราชวังดอดจ์ (Doge’s Palace) อันเป็นสถานที่พำนักของเจ้าผู้ครองนครเวนิส ในอดีต ซึ่งนักโทษชื่อดังที่เคยเดินผ่านสะพานนี้มาเเล้วคือ คาสโนว่านั่นเอง นำท่านถ่ายรูปบริเวณจัตุรัสซานมาร์โค (St.Mark’s Square) ที่นโปเลียนเคยกล่าวไว้ว่า “เป็นห้องนั่งเล่นที่สวยที่สุดในยุโรป” จัตุรัสถูกล้อมรอบด้วยอาเขตอันงดงาม รวมทั้งโบสถ์ซานมาร์โค (St.Mark’s Bacilica) ที่มีโดมใหญ่ 5 โดม ตามแบบศิลปะไบแซนไทน์


จากนั้นอิสระให้ท่านได้มีเวลาเที่ยวชมเกาะอันแสนโรแมนติก เช่น เดินเล่นเพื่อชมมนต์เสน่ห์แห่งนครเวนิส, เข้าชมโบสถ์ซานมาร์โคที่สวยงาม, เลือกซื้อสินค้าของที่ระลึกตามอัธยาศัย อาทิเช่น เครื่องแก้วมูราโน่,หน้ากากเวนิส หรือนั่งจิบกาแฟในร้าน Café Florian ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1720 จากนั้นชมสะพานสำคัญที่ชื่อว่า สะพานเรลอันโต  (Realto Bridge) เดิมทีเป็นสะพานไม้ และสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 หลังจากที่พังทลายลง สะพานหินก็ถูกสร้างขึ้นทดแทน และเป็นสะพานข้าม แกรนด์คาแนล  (Grand Canal) เพียงแห่งเดียวจนถึงปี ค.ศ. 1854 จนกลายเป็นศูนย์กลางการคมนาคม และค้าขายแลกเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของเมืองเวนิส (Venice) ใครที่มาเมืองเวนิส (Venice) แล้วไม่ได้มาข้ามสะพานนี้ถือว่ามาไม่ถึง เป็นจุดถ่ายภาพที่สำคัญแห่งหนึ่ง รอบๆ สะพานยังเป็นย่านขายของที่ระลึกและตลาดขายของสด

*** แถมฟรี !! ให้คณะได้สัมผัสคลองแห่งเวนิสอันแสนโรแมนติกโดยการ “นั่งเรือกอนโดร่า” ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ***

19.00 น.       อาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

พักค้างคืน ณ Hotel Cavaletto & Doge Orseolo Venice Island หรือเทียบเท่า

 

 

วันที่หกของการเดินทาง (6)                เวนิส – มิซูลิน่า – หมู่ภูเขา Tre Cime di Lavaredo – คอร์ติน่า ดอมปาสโซ่    

07.00 น.       อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นำท่านเดินทางเข้าสู่ อุทยานแห่งชาติโดโลไมท์ (Dolomite Nation Park) อุทยานในเขตเทือกเขาโลเมทเต้  หรือ โดโลไมท์  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอลป์ที่ทอดตัวอยู่ในเขตอิตาลีตอนเหนือ มียอดเขารวม 18 ยอด ที่มีความสูงถึงกว่า 3,000 เมตรและครอบคลุมอาณาบริเวณกว้างใหญ่ของแคว้นทิโรลใต้ และ แคว้นเวเนโต้  บนพื้นที่ 141,903 เฮคแตร์โดโลเมทเต้ เป็นเทือกเขาหินปูนชนิดพิเศษที่นี่มีแร่แมกนีเซียมปน ชื่อว่า โดโลไมท์ หรือโดโลเมทเต้ ในภาษาอิตาเลี่ยน  ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษคือในเวลากลางวัน แสงสีจะไล่กันไปตั้งแต่เทาอ่อนถึงเกือบขาว แต่ยามพระอาทิตย์ตกดิน ผิวหน้าของหินเหล่านี้จะอาบไปด้วยสีส้มและชมพู เกิดเป็นทัศนียภาพที่งดงาม ประกอบกับภูมิทัศน์ภูเขาที่สวยงามสุดมหัศจรรย์ ที่มีทั้ง ยอดเขาต่างๆที่แทงยอดสูงเสียดฟ้า หน้าสูงผาชัน หุบเขาที่แคบลึก  สลับกับป่าไม้เขียวขจี และทุ่งหญ้า บ้านเรือนสวยงาม ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศให้มาเยี่ยมเยือนไม่ขาดสาย  จึงนับว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ที่สำคัญแห่งหนึ่งของอิตาลี นำท่านเดินทางสู่ที่ตั้ง ทะเลสาบมิซูลิน่า (Misurina Lake) (ระยะทาง 172 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที) ทะเลสาบที่หลบซ่อนตัวในหุบเขาที่ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งในโดโลไมท์ นำท่านเดินเล่นชมวิวทะเสสาบเก็บภาพสุดความประทับใจ

12.00 น.       อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

นำท่านเดินทางสู่ Rifuio Auronzo(ระยะทาง 10  กิโลเมตร ใช้เวลา เดินทางประมาณ 20 นาที) จุดเริ่มต้นของการเดินไปชมหมู่ภูเขา Tre Cime di Lavaredo หรือที่เรียกว่า เขาสามยอดแห่ง Lavaredo (Tre ในภาษาอิตาลีแปลว่า สาม ส่วน Cima แปลว่า ยอด)โดยเขาสามยอดนี้มีลักษณะโดดเด่นที่ไม่เหมือนเขายอดไหนๆซึ่งตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอิตาลี และเป็นยอดเขาที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มของเทือกเขาแอลป์ โดยแต่ละยอดมีชื่อเรียกของตัวเอง จากซ้ายไปขวาคือ Cime Piccola/Kleine Zinne (Little Peak)สูง 2,857 เมตร Cima Grande/Grosse Zinne (Big Peak)สูง 2,999 เมตร และ Cima Ovest/Westiche Zinne (Eastern Peak)สูง 2,973 เมตร อิสระให้ท่านได้เดินชมและถ่ายรูปกับความอลังการธรรมชาติสร้างของเขาสามยอดที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม

** ท่านที่ต้องการถ่ายรูปหมู่ภูเขา Tre Cime di Lavaredo อย่างใกล้ชิดต้องเดินเท้าเข้าไปที่ Rifugio Lavaredo

ระยะทางไป 4.6 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินไป - กลับประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง ***

  แวะถ่ายภาพรูปกับ ทะเลสาบLago Antornoทะเลสาบแสนสวยที่น้ำนิ่งจนเห็นภาพ Reflection ของน้ำและต้นไม้ ไปจนถึงด้านหลังของยอดเขาแลนด์มาร์คอย่าง Tre Cime

 

จากนั้น นำท่านเดินทางเข้าสู่ เมืองคอร์ติน่า ดอมปาสโซ่ (Cortina D’Ampezzo)(ระยะทาง 22 กิโลเมตร ใช้เวลา เดินทางประมาณ 40 นาที)  เมืองสกีรีสอร์ท ที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติเทือกเขาโดโลไมท์ เป็น Best of The Alps เพียงแห่งเดียวของอิตาลีที่ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 10 สกีรีสอร์ทที่ดีที่สุดในโลก เคยใช้เป็นสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในปี 1956 และเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ เจมส์ บอนด์ 007 ตอน For Your Eye Only เมืองนี้อยู่สูงจากน้ำทะเล 1,219 เมตร ได้รับการขนานนามว่าเป็น ไข่มุกแห่งเทือกเขาโดโลไมท์ เป็นสถานที่ตากอากาศตลอดปีของชนชั้นสูง และบรรดาหนุ่มสาว ที่ไม่ได้มาเพียงเพื่อเล่นสกีเท่านั้น แต่ในหน้าร้อนมักนิยมท่องเที่ยวแบบ Hiking ปีนเขาชมทิวทัศน์ที่มีชื่อเสียง

19.00 น.       อาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

พักค้างคืน ณ Villa Argentina Cortina Hotel หรือเทียบเท่า

 

 

วันที่เจ็ดของการเดินทาง (7)                      คอร์ติน่า ดอมปาสโซ่ – ทะเลสาบเบรียส - วาล ดิ ฟุเน่ – ออร์ติเซ่     

07.00 น.       อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

เช้านี้ นำท่านชม ทะเลสาบเบรียส (Braies)(ระยะทาง 42  กิโลเมตร ใช้เวลา เดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง) ซึ่งอยู่ ในเขตอุทยานแห่งชาติ Fanes Sennes Braiesเขตป่าสงวนที่ ใหญ่ที่สุดใจกลางเทือกเขาโดโลไมท์ อิสระท่าน ถ่ายภาพความงดงามของทะเลสาบ ซึ่งว่ากันว่าที่นี่เป็นประตูสู่ดินแดนใต้พิภพตามตำนาน ทุกๆร้อยปีในคืนพระจันทร์เต็มดวงเจ้าหญิงในตำนานจะออกมาจากเนินเขา Sass Dia Portaภาษาลาติน หมายถึง “ประตูบนภูเขา” ทรงพายเรือรอบๆทะเลสาบ พร้อมส่งเสียงแตรที่ดังกึกก้องไปทั่วเทือกเขาโดโลไมท์ บ้างก็ว่าครั้งหนึ่งเคยมีถ้ำตรงเนินเขาก่อนจะมีหิน ถล่มปิดปากถ้ำเหมือนจะฝังเจ้าหญิงไว้ ขัดขวางไม่ให้คืนความรุ่งโรจน์แก่อาณาจักรของพระองค์ตลอดกาล อิสระท่านถ่ายรูป ชื่นชมความงามและเก็บภาพความประทับใจตามอัธยาศัย

 

จากนั้นนำท่านเดินทางผ่านเส้นทางหมู่บ้านแถบ วาล ดิ ฟุเน่ (Val di Funes) (ระยะทาง 74  กิโลเมตร ใช้เวลา เดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที)  นำท่านแวะถ่ายรูปกับยอดเขาแปลกตาอีกแห่งในโดโลไมท์ อิสระทุกท่านเก็บภาพความประทับใจตามอัธยาศัย

 

แล้วไปยังจุดชมวิวแสนสวยอีกจุดที่ Santa Maddalena ที่จะเห็นภาพของโบสถ์ St.Johann churchกับฉากหลังที่เป็นแนวเขาสูง เป็นอีกจุดนึงที่ไม่ควรพลาด(การเดินขึ้นไปเก็บภาพความประทับใจนี้ ท่านจะต้องเดินขึ้นเนินประมาณ 1 กิโลเมตร เพื่อไปเก็บภาพตรงโบสถ์ หากท่านใดต้องการเดินขึ้นไปถ่ายเหนือโบสถ์ต้องเดินต่อขึ้นไปอีกเกือบ 1 กิโลเมตร)

13.00 น.        อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

จนได้เวลาสมควร นำท่านเดินทางเข้าสู่ เมืองออร์ติเซ่ (Ortisei)(ระยะทาง 31  กิโลเมตร ใช้เวลา เดินทางประมาณ 40 ชั่วโมง)  เมืองแห่งศูนย์กลางของการท่องเที่ยวในแถบอุทยานแห่งชาติโดโลไมท์ (Dolomite Nation Park) ทีอยู่ในหุบเขา มีเทือกเขาล้อมรอบสวยงามยิ่งนัก นำท่านนั่งกระเช้า ขึ้นสู่บนเนินเขาที่เรียกว่า Alpe Di Siusiนำท่านชมวิวทิวทัศน์บนทุ่งหญ้าราบเลียบบนภูเขา ที่ได้ขึ้นชื่อว่ากว้างใหญ่ที่สุดในยุโรป ท่านจะได้สัมผัสความงดงามอันประหลาด มหัสจรรย์ของดินแดนเทือกเขาโดโลไมท์ จากมุมสูงรอบด้าน ชมทัศนียภาพอันยิ่งใหญ่ของหุบเขา โตรกผา โดยมีเทือกเขา Sasolungo Mountain Range ที่มีรูปทรงประหลาดยอดเขาแหลมชันเป็นจุดเด่น มีเส้นทางเดินลัดเลาะสู่จุดชมวิวต่างๆให้ท่านมีเวลาเก็บภาพสวยๆ อันประทับใจ ก่อนท่านจะได้ตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศสุดที่จะบรรยาย อิสระให้ท่านเดินเล่นถ่ายรูปตามอัธยาศัย จากนั้นนำท่านนั่งกระเช้าลงกลับสู่ด้านล่าง

** กระเช้าเปิดประมาณ 24 พฤษภาคม – 3 พฤศจิกายน 2020 ** หน้าหนาวเปิด 4 ธันวาคม 2020 - 11 เมษายน 2021**

หมายเหตุ : การนั่งกระเช้า หากสภาพอากาศไม่อำนวยหรือมีเหตุขัดข้องไม่สามารถขึ้นได้ ทาง บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการงดให้นั่งกระเช้าเพื่อความปลอดภัย

 นำท่านเดินทางกลับเข้าสู่ เมืองออร์ติเซ่ (Ortisei)อิสระท่านพักผ่อนเพลิดเพลินกับอากาศอันบริสุทธิ์ ชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามแปลกตา

19.00 น.       อาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

พักค้างคืน ณ Genziana Ortisei Hotel หรือเทียบเท่า

 

 

วันที่แปดของการเดินทาง (8)                    ออร์ติเซ่ – ยอดเขา Seceda -  โบลซาโน่

07.00 น.       อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

เช้านี้ นำนำท่านเดินทางสู่สถานีเคเบิ้ลคาร์ Ortisei – Funes – Seceda เพื่อขึ้นชมความงดงามของ ยอดเขา Secedaเพื่อชมวิวทิวทัศน์บนทุ่งหญ้าราบเลียบบนภูเขา ท่านจะได้ชมยอดเขาแหลมเหมือนฟันฉลาม ซึ่งก็คือกลุ่มยอดเขา Odel groupหรือ Geisler groupอีกมุมหนึ่งซึ่งเป็นยอดเขาเลื่องชื่อที่นักท่องเที่ยวจะต้องมาเยือน ด้วยความแปลกเหมือนแผ่นหินเอียงๆเฉียงๆ จากบนนี้มีทางเทรคกิ้งหลากหลายเส้นทางขึ้นไปสู่ยอดอื่นๆ ด้วย  ที่ยอดมีจุดให้ชมวิวมุมกว้าง  และเดินปีนเขาต่อไปยังจุดไฮไลท์ของ Seceda ซึ่งจุดนี้จะเห็นยอดเนินคล้ายเปลวไฟที่แข็งเป็นหิน จึงมีคนตั้งสมญานามว่า Flame frozen in stone” อิสระให้ท่านเดินเล่นลัดเลาะสู่จุดชมวิวต่างๆ  เดินเล่นถ่ายรูปตามอัธยาศัย  ** เปิดประมาณ 29 พฤษภาคม – 18 ตุลาคม 2020 **

หมายเหตุ: การนั่งกระเช้า หากมีปัญหาสภาพอากาศหรือมีเหตุขัดข้องทำให้ไม่สามารถขึ้นชมได้ ทางบริษัทของดรายการการนั่งกระเช้าเพื่อความปลอดภัย และพาเที่ยวรายการอื่นทดแทน

12.00 น.        อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

หลังอาหาร นำท่านเข้าสู่เส้นทาง Great Dolomite Roadบนเส้นทางสายนี้ คุณจะทึ่งในความยิ่งใหญ่ของขุนเขาอีกครั้งระยะทางไม่ไกลมากแต่เราจะค่อย ๆ ซึมซับบรรยากาศที่หาไม่ได้ที่ไหนอีกแล้วในโลกนี้ รถนำท่านลัดเลาะภูเขาผ่านเมือง Santa Cristinaและ Selva di Val Gardenaเข้าสู่ Sella Passแวะถ่ายรูปจุดชมวิวระหว่างทาง

จากนั้น นำท่านเดินทางสู่ Passo Pordoiอยู่สูง 2,239 เมตร จากระดับน้ำทะเล แวะถ่ายรูปกับถนนงูเลื้อย และยังเป็น 1 ใน7 ในการแข่งขัน จักรยานของอิตาลีอันยิ่งใหญ่เทียบเท่า Tour de France

 

นำท่านเดินทางไปชมความงามของ Lago di Carezza (อิตาลี) หรือ Karesee (เยอรมัน)หรือที่รู้จักกันในนาม Lec de Ergobando แปลว่าทะเลสาบสายรุ้ง น้ำในทะเลสาบเป็นสีเขียวมรกตในช่วงหน้าร้อนมีดอกไม้บานอยู่ใต้ทะเลสาบและรอบๆทะเลสาบเต็มไปด้วยต้นสน ตัวทะเลสาบมีความยาว 300 เมตร กว้าง 150 เมตร อิสระท่านเดินชมความงามและถ่ายรูปอย่างเต็มที่

จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ เมืองโบลซาโน่ (Bolzano)เมืองที่ถือว่าเป็นประตูสู่ อุทยานแห่งชาติโดโลไมท์ (Dolomite Nation Park)  

เมืองโบลซาโน่ (Bolzano) เป็นเมืองหลวงของภูมิภาคทีโรลใต้ (South Tyrol) ซึ่งล้อมรอบด้วยแม่น้ำ ที่นี่แม่น้ำ Talvera จะไหลลงไปในแม่น้ำ Israco และมารวมกันเป็นแม่น้ำ Adige เนินเขาที่เป็นป่า ทุ่งหญ้า ไร่องุ่นและเทือกเขา โดโลไมท์ ในทางทิศตะวันออกนั้นเหมาะกับการพักผ่อนแบบผ่อนคลายอย่างยิ่ง เมืองโบลซาโน่ (Bolzano) รู้จักกันทั่วไปเมื่อครั้งที่  National Geographic ไปถ่ายทำสารคดี การค้นพบซากมนุษย์ที่ฝั่งอยู่ใต้หิมะบนยอดเขาสูงในแคว้นทีโรลของออสเตรีย และนำร่างนั้นมาไว้ที่เมืองโบลซาโน่ (Bolzano) เรียกกันว่ามนุษย์หิมะแห่งโบลซาโน่ ที่เป็น ข่าวไปทั่วโลก นำท่านเดินชมเมืองเก่า ชมวิหาร (Duomo) โบสถ์ (Chiesa dei Domenican)และอนุสาวรีย์ที่จัตุรัสกลางเมือง (Piazza delle Erbe) แถบถนนคนเดิน (Piazza Walther)และย่านอาเขตโบลซาโน อิสระท่านช้อปปิ้งจุใจไปกับแฟชั่นต่างประเทศและสินค้าที่ระลึกท้องถิ่น ตามอัธยาศัย

19.00 น.       อาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

พักค้างคืน ณ Four Point by Sheraton Hotel หรือเทียบเท่า

 

 

วันที่เก้าของการเดินทาง (9)                        โบลซาโน่ - ซีรมิโอเน่ – มิลาน   

07.00 น.       อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นำท่านเดินทางสู่ เมืองซีรมิโอเน่ (Sirmione) (ระยะทาง 156 กิโลเมตร ใช้เวลา เดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง) เมืองน้อยแสนน่ารักเป็นเหมือนเกาะเล็กๆเดินไปทางไหนก็เห็น ทะเลสาบกราด้า (Garda Lake) พอถึงเมืองก็จะเห็นกำแพงเมืองเก่า เดินลัดเลาะเข้าสู่ตัวเมืองเดินผ่าน ริมทะเลสาบกราด้า (Lakeside Walk) ขึ้นสู่ตัวเมืองด้านบนเป็นจุดชมวิวที่เห็นได้ทั้งเมือง

นำท่านเดินเที่ยวชมเมืองซีรมิโอเน่ (Sirmione)ลอดประตูกำแพงเมืองเก่าผ่าน ปราสาทเก่าแก่ประจำเมือง (Sirmione Peninsula) ทันทีที่เข้าสู่เขตเมืองเก่าท่านจะพบกับความสวยงามของเมือง ลานจัตุรัสเล็กๆในเมืองล้วนถูกล้อมรอบด้วยอาคารเก่าแก่สวยงามดัดแปลงมาเป็นร้านค้า ร้านกาแฟร้านไอศกรีม และโรงแรมขนาดเล็กต่างก็แต่งแต้มสีสันได้สวยงามกลมกลืนเป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยือนเมืองเก่าแห่งนี้ให้ท่านได้เดินสำรวจและบันทึกภาพที่สวยงามของเมืองอย่างเต็มที่ชมเมืองเก่าที่ตั้งอยู่บนแหลมสันดอนที่ยื่นออกสู่ ทะเลสาบกราด้า (Garda Lake) ด้วยทำเลที่ตั้งที่เป็นเอกลักษณ์พิเศษนี้ ก่อเกิดชุมชน เมืองซีรมิโอเน่ (Sirmione) บ้านเรือนและปราสาทประจำเมืองอย่างสวยงามความน่ารักสวยงามของ เมืองซีรมิโอเน่ (Sirmione) อยู่ที่บรรยากาศของการเดินเที่ยวเล่นตามตรอกซอกซอยของเมืองและชมวิวที่สวยงามริมทะเลสาบทุกๆจุดของเมืองจะมีร้านค้า ภัตตาคาร ร้านกาแฟ มุมนั่งพักผ่อนและที่ขาดไม่ได้ของการเข้ามาเยือนอิตาลี (Italy)คือการลองลิ้มชิมรสไอศกรีมอิตาลีที่เรียกว่า “เจลาโต” ที่ เมืองซีรมิโอเน่ (Sirmione) แห่งนี้เป็นสวรรค์ของท่านที่ชอบไอศกรีมว่ากันว่าร้านไอศกรีมที่นี่มีการแข่งขันกันมาก มีไอศกรีมรสชาติต่างๆให้เลือกมากที่สุดในอิตาลี(Italy)

12.00 น.       อาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

จากนั้นนำท่านไปส่งท้ายโปรแกรมกันที่  กรุงมิลาน (Milan) (ระยะทาง 136 กิโลเมตร ใช้เวลา เดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง) นครที่มีชื่อทางด้านอุตสาหกรรม และเมืองใหญ่อันดับสองของ อิตาลี (Italy) นำท่านชม ดูโอโมมหาวิหารแห่งเมืองมิลาน (Duomo)ที่เป็นสัญลักษณ์โดดเด่นที่สุดของเมืองนี้ และไม่ถูกทำลายลงในช่วงสงคราม ด้านหน้าคือ พระบรมราชาสาวรีย์พระเจ้าวิคเตอริโอเอมมานูเอลที่ 2 (Vittorio Emanuele II Monument)ขณะทรงม้า ด้านในดูโอโมมีกระจกสีที่สวยงาม กล่าวกันว่าสถานที่นี้คือสถานที่ใช้เก็บตะปูซึ่งใช้ตรึงพระเยซู ตะปูนี้จะนำลงมาให้ประชาชนเข้าชมปีละครั้งในเดือนกันยายน  จากนั้นอิสระท่านที่ แกลเลอเรีย วิคตอริโอ เอมมานูเอลที่ 2 (Galleria VittorioEmanuele II)ซึ่งเป็นย่านช้อปปิ้งอาเขตที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 12 ปี เพื่อให้เป็นห้องรับแขก แห่ง กรุงมิลาน (Milan) เป็นอาคารหลังแรก ๆ ของยุโรปที่ใช้โครงเหล็กในการก่อสร้าง พื้นตกแต่งด้วยโมเสกเป็นรูปทวีปต่าง ๆ อาคารอย่างมีรสนิยมโดยสถาปนิกชื่อดังชาวอิตาลี

19.00 น.       อาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

พักค้างคืน ณ The Hub Hotel หรือเทียบเท่า

 

 

วันที่สิบของการเดินทาง (10)                     มิลาน – มาเพนซ่า

09.00 น.       อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

                   หลังอาหารเช้านำท่านเดินทางสู่ ท่าอากาศยานนานาชาติมาเพนซ่า (MalpensaInternational Airport)(ระยะทาง 50 กิโลเมตร ใช้เวลา เดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง)เพื่อเดินทางกลับ กรุงเทพฯ (Bangkok)

14.05 น.       ออกเดินทางกลับสู่ กรุงเทพฯ (Bangkok) โดยเที่ยวบินที่ TG 941 (ใช้เวลาเดินทาง 10 ชั่วโมง 50 นาที)

 

 

วันที่สิบเอ็ดของการเดินทาง (11)               กรุงเทพ

05.55 น.       คณะเดินทางถึง สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ (Suvarnabhumi International Airport)  กรุงเทพฯ (Bangkok)โดยสวัสดิภาพ

 


 
Visitors: 122,176